วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
เตรียมความพร้อมก่อนการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัย
ซัมเมอร์นี้ เพื่อนๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวไว้ในใจกันบ้างรึยังคะ .... และที่เที่ยวเมืองไทยของหลายๆ คนในช่วงหน้าร้อนนี้ก็คงหนีไม่พ้น “ทะเล” อย่างแน่นอนเลยใช่ไหมละคะ .... ดังนั้น วันนี้เราจึงนำข้อควรปฏิบัติในการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัยมาฝากเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยด้วยค่ะ
1. อย่าเล่นน้ำทะเลคนเดียว .... เพราะทะเลนั้นบางทีก็มีคลื่นสูง และบางจุดก็อาจจะมีความลึก ที่สามารถทำให้เราจมน้ำได้ จึงควรมีเพื่อนไปเล่นด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน จะได้มีช่วยที่คอยช่วยเหลือกัน
2. ดูกระแสลมและคลื่นให้ดีก่อน .... เพราะถ้าหากมีลมแรงและคลื่นที่สูงมากอาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3. หลังรับประทานอาหารอิ่มไม่ควรลงเล่นน้ำเด็ดขาด .... เพราะอาจทำให้รู้สึกจุก หายใจไม่ออก หรืออาจเป็นตะคริวที่ท้องได้ ซึ่งจะทำให้เราจมน้ำได้ในที่สุด
4. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลในจุดที่ลึกและไกลจากฝั่งจนเกินไป .... เพราะหากมีคลื่นสูง หรือเกิดเป็นตะคริวขึ้นมา อาจจะทำให้เราไม่สามารถว่ายน้ำกลับฝั่งได้ทันและจมน้ำในที่สุด
5. ควรสวมใส่เสื้อชูชีพ .... ในกรณีที่ลงเล่นน้ำทะเลในจุดที่มีความลึกพอสมควร หรือขาไม่ถึงพื้น เพราะเสื้อชูชีพจะเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ดีมากเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ จะต้องใช้เสื้อชูชีพที่ได้มาตรฐานและสวมใส่อย่างถูกวิธีด้วย
6. สังเกตสัญลักษณ์บอกระดับความลึกของน้ำทะเล .... ทะเลบางแห่งจะมีการทำสัญลักษณ์เตือนภัยในการลงเล่นน้ำทะเล เช่น ธงแดง หรือ ทุ่นแดง หมายถึง อันตราย เป็นต้น ซึ่งในระดับสายตาเมื่อมองออกไปในทะเลแล้วเราก็จะสามารถเห็นได้ จึงควรทำความเข้าใจก่อนลงเล่นน้ำ
7. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลนานจนเกินไป .... เพราะร่างกายอาจเกิดอาการเพลียและความเมื่อยล้า จนอาจส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้
และนี่ก็คือข้อควรปฏิบัติในการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัย ที่อยากจะฝากเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยไว้ค่ะ เผื่อว่าวันไหนได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวทะเลไทย จะได้ลงเล่นน้ำอย่างปลอดภั
ที่มา: http://www.travel.in.th/review/knowledge
1. อย่าเล่นน้ำทะเลคนเดียว .... เพราะทะเลนั้นบางทีก็มีคลื่นสูง และบางจุดก็อาจจะมีความลึก ที่สามารถทำให้เราจมน้ำได้ จึงควรมีเพื่อนไปเล่นด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน จะได้มีช่วยที่คอยช่วยเหลือกัน
2. ดูกระแสลมและคลื่นให้ดีก่อน .... เพราะถ้าหากมีลมแรงและคลื่นที่สูงมากอาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3. หลังรับประทานอาหารอิ่มไม่ควรลงเล่นน้ำเด็ดขาด .... เพราะอาจทำให้รู้สึกจุก หายใจไม่ออก หรืออาจเป็นตะคริวที่ท้องได้ ซึ่งจะทำให้เราจมน้ำได้ในที่สุด
4. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลในจุดที่ลึกและไกลจากฝั่งจนเกินไป .... เพราะหากมีคลื่นสูง หรือเกิดเป็นตะคริวขึ้นมา อาจจะทำให้เราไม่สามารถว่ายน้ำกลับฝั่งได้ทันและจมน้ำในที่สุด
5. ควรสวมใส่เสื้อชูชีพ .... ในกรณีที่ลงเล่นน้ำทะเลในจุดที่มีความลึกพอสมควร หรือขาไม่ถึงพื้น เพราะเสื้อชูชีพจะเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ดีมากเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ จะต้องใช้เสื้อชูชีพที่ได้มาตรฐานและสวมใส่อย่างถูกวิธีด้วย
6. สังเกตสัญลักษณ์บอกระดับความลึกของน้ำทะเล .... ทะเลบางแห่งจะมีการทำสัญลักษณ์เตือนภัยในการลงเล่นน้ำทะเล เช่น ธงแดง หรือ ทุ่นแดง หมายถึง อันตราย เป็นต้น ซึ่งในระดับสายตาเมื่อมองออกไปในทะเลแล้วเราก็จะสามารถเห็นได้ จึงควรทำความเข้าใจก่อนลงเล่นน้ำ
7. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลนานจนเกินไป .... เพราะร่างกายอาจเกิดอาการเพลียและความเมื่อยล้า จนอาจส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้
และนี่ก็คือข้อควรปฏิบัติในการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัย ที่อยากจะฝากเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยไว้ค่ะ เผื่อว่าวันไหนได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวทะเลไทย จะได้ลงเล่นน้ำอย่างปลอดภั
ที่มา: http://www.travel.in.th/review/knowledge
เตรียมความพร้อมก่อนการดำน้ำ
หน้าร้อนแบบนี้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมคงจะหนีไม่พ้นทะเลแน่ๆ เลยใช่ไหมละคะ .... และในการเดินทางท่องเที่ยวทะเลแต่ละครั้ง หลายคนก็คงจะมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ทำให้เกิดสีสันและความมันส์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “กิจกรรมดำน้ำ”
ในการดำน้ำนั้น เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ดี มิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ..... วิธีการเตรียมความพร้อมก่อนออกทริปดำน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ >>>>
1. ความรู้เบื้องต้นในการดำน้ำ ..... ก่อนอื่นเราจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำน้ำให้ดีก่อน ซึ่งการดำน้ำนั้น มีทั้งแบบ “ดำน้ำลึก” (Scuba Diving) และ “ดำน้ำตื้น” (Snorkeling) โดยแต่ละแบบจะมีวิธีการและการใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เราควรจะต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติก่อนจะออกทริปดำน้ำ
2. การเข้าคอร์สเรียนดำน้ำ ..... นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะออกทริปดำน้ำ โดยเฉพาะการดำน้ำลึก ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้ชำนาญเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณเอง เพราะในคอร์สจะมีการเรียนการสอนทุกอย่างเกี่ยวกับการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอุปกรณ์ การเตรียมร่างกาย การฝึกหายใจ และการทดสอบการดำน้ำเบื้องต้น ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีสถาบันสอนดำน้ำเปิดให้บริการอยู่มากมายเลยละค่ะ แต่จะต้องเลือกดูให้ดีหน่อยนะคะ ว่ามีการรับรองการเปิดสถาบันอย่างถูกต้องรึเปล่า
3. ความพร้อมของร่างกาย ..... ก่อนที่เราจะเรียนหรือออกทริปดำน้ำนั้น ควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอ และควรจะไปตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของเราเสียก่อน ว่าเป็นโรคอะไรที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในขณะดำน้ำ เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับหู โรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ในการดำน้ำนั้น เรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด หากร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่ควรเสี่ยงทำกิจกรรมประเภทนี้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำน้ำลึก เพราะคุณจะต้องแบกอุปกรณ์ดำน้ำที่มีน้ำหนักประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้นลงไปด้วย และที่สำคัญคือ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะไปเร่งการไหลเวียนของโลหิต ทำให้มีการสูบฉีดเร็วกว่าปกติ จนเกิดอาการช็อคได้ และการสูบบุหรี่นั้น จะมีผลกระทบกับปอด ซึ่งส่งผลตรงต่อระบบทางเดินหายใจได้
4. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ..... ในการดำน้ำนั้น อุปกรณ์จะต้องมีอย่างครบเซ็ต ขาดอย่างได้อย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำตื้น หรือดำน้ำลึกก็ตาม ส่วนอุปกรณ์นั้นมีอะไรบ้าง เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลมาให้คุณในบทความต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ
5. ฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ชำนาญ และเรียนรู้เทคนิคการใช้อุปกรณ์ทุกอย่างร่วมกัน ..... ก็เป็นหนึ่งขั้นตอนก่อนการดำน้ำที่ควรจะปฏิบัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลองสวมหน้ากาก การใช้ท่อหายใจ (Snorkel) เป็นต้น เพราะการฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ นี้ จะทำให้คุณได้รู้วิธีการและประโยชน์ของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เป็นอย่างดีด้วย
6. การตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ .... เมื่อมีการเตรียมและฝึกใช้อุปกรณ์แล้ว เราควรจะตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ทุกชิ้นให้พร้อมใช้ด้วยทุกครั้งก่อนการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ชุดที่สวมใส่ ตีนกบ ถังอากาศ สายส่งอากาศ หน้ากากดำน้ำ เป็นต้น เพราะในการดำน้ำทุกครั้ง คุณได้ฝากชีวิตไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย
ทั้ง 6 ข้อนี้ เป็นข้อมูลการเตรียมตัวก่อนดำน้ำ ที่หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทย ที่จะออกทริปไปเที่ยวหน้าร้อนผ่อนคลายกับกิจกรรมทางทะเลด้วยการดำน้ำ
ที่มา: http://www.travel.in.th/th/review/knowledge
ในการดำน้ำนั้น เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ดี มิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ..... วิธีการเตรียมความพร้อมก่อนออกทริปดำน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ >>>>
1. ความรู้เบื้องต้นในการดำน้ำ ..... ก่อนอื่นเราจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำน้ำให้ดีก่อน ซึ่งการดำน้ำนั้น มีทั้งแบบ “ดำน้ำลึก” (Scuba Diving) และ “ดำน้ำตื้น” (Snorkeling) โดยแต่ละแบบจะมีวิธีการและการใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เราควรจะต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติก่อนจะออกทริปดำน้ำ
2. การเข้าคอร์สเรียนดำน้ำ ..... นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะออกทริปดำน้ำ โดยเฉพาะการดำน้ำลึก ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้ชำนาญเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณเอง เพราะในคอร์สจะมีการเรียนการสอนทุกอย่างเกี่ยวกับการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอุปกรณ์ การเตรียมร่างกาย การฝึกหายใจ และการทดสอบการดำน้ำเบื้องต้น ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีสถาบันสอนดำน้ำเปิดให้บริการอยู่มากมายเลยละค่ะ แต่จะต้องเลือกดูให้ดีหน่อยนะคะ ว่ามีการรับรองการเปิดสถาบันอย่างถูกต้องรึเปล่า
3. ความพร้อมของร่างกาย ..... ก่อนที่เราจะเรียนหรือออกทริปดำน้ำนั้น ควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอ และควรจะไปตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของเราเสียก่อน ว่าเป็นโรคอะไรที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในขณะดำน้ำ เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับหู โรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ในการดำน้ำนั้น เรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด หากร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่ควรเสี่ยงทำกิจกรรมประเภทนี้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำน้ำลึก เพราะคุณจะต้องแบกอุปกรณ์ดำน้ำที่มีน้ำหนักประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้นลงไปด้วย และที่สำคัญคือ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะไปเร่งการไหลเวียนของโลหิต ทำให้มีการสูบฉีดเร็วกว่าปกติ จนเกิดอาการช็อคได้ และการสูบบุหรี่นั้น จะมีผลกระทบกับปอด ซึ่งส่งผลตรงต่อระบบทางเดินหายใจได้
4. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ..... ในการดำน้ำนั้น อุปกรณ์จะต้องมีอย่างครบเซ็ต ขาดอย่างได้อย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำตื้น หรือดำน้ำลึกก็ตาม ส่วนอุปกรณ์นั้นมีอะไรบ้าง เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลมาให้คุณในบทความต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ
5. ฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ชำนาญ และเรียนรู้เทคนิคการใช้อุปกรณ์ทุกอย่างร่วมกัน ..... ก็เป็นหนึ่งขั้นตอนก่อนการดำน้ำที่ควรจะปฏิบัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลองสวมหน้ากาก การใช้ท่อหายใจ (Snorkel) เป็นต้น เพราะการฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ นี้ จะทำให้คุณได้รู้วิธีการและประโยชน์ของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เป็นอย่างดีด้วย
6. การตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ .... เมื่อมีการเตรียมและฝึกใช้อุปกรณ์แล้ว เราควรจะตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ทุกชิ้นให้พร้อมใช้ด้วยทุกครั้งก่อนการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ชุดที่สวมใส่ ตีนกบ ถังอากาศ สายส่งอากาศ หน้ากากดำน้ำ เป็นต้น เพราะในการดำน้ำทุกครั้ง คุณได้ฝากชีวิตไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย
ทั้ง 6 ข้อนี้ เป็นข้อมูลการเตรียมตัวก่อนดำน้ำ ที่หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทย ที่จะออกทริปไปเที่ยวหน้าร้อนผ่อนคลายกับกิจกรรมทางทะเลด้วยการดำน้ำ
ที่มา: http://www.travel.in.th/th/review/knowledge
การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์/การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
แนวความคิดและคำจำกัดความของการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมในราวคริสต์ศักราชที่ 1980 ที่มีการนำเสนอทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยว (Alternative Tourism) ในรูปแบบการนำเสนอ (label หรือ form ต่าง ๆ ) เช่น Appropriate,Solf,Green,Sustainable และ Ecotourism เป็นต้น ซึ่ง Ecotourism เป็นรูปแบบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
สำหรับประเทศไทย Ecotourism เป็นทางเลือกที่หลายฝ่าย เห็นว่ามีความเหมาะสมในการ พัฒนาเป็นรูปแบบหลักและให้มีการจัดการที่เหมาะสมต่อไป..
การบัญญัติศัพท์ของ Ecotourism เป็นภาษาไทย ได้มีการเสนอและประยุกต์หลายคำ โดยเฉพาะคำว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นิเวศสัญจร นิเวศท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จากการศึกษาแนวความคิด ปรัชญา รุปแบบ และการจัดการที่มีลักษณะเฉพาะของการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้เห็นว่า " การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ "
น่าจะเป็นบัญญัติศัพท์ ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้เพื่อเน้นความชัดเจนของการท่องเที่ยวที่มุ่งรักษาระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด...
" การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ " เป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่มีปรัชญาพื้นฐานที่มุ่งสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะครอบคลุมจัดการการท่องเที่ยวที่กว้างขวางกว่าและไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะให้มีการศึกษาหรือเรียนรู้หรือการมุ่งเน้นให้เกิดการอนุรักษ์ เพียงแต่ให้มีการจัดการที่ลด หรือปราศจากผลกระทบ และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน แต่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ได้มีเฉพาะ หรืออาจไม่เป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ก็ได้ ....
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ยั่งยืน (Sustainable Ecotourism) จึงเป็นการจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ให้คงรายได้ทางการเงินและการจ้างงานสูงสุดไว้... รวมทั้งมีการผดุงไว้ซึ่งองค์ประกอบทางสังคม และวัฒนธรรมของประชากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม กับธุรกิจท่องเที่ยว...
ความหมาย
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) คือการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ขอบเขตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน (มิติ) ที่ประกอบด้วย การพิจารณาด้านพื้นที่ท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้องและรูปแบบการจัดการ กล่าวคือ
1. องค์ประกอบด้านพื้นที่
เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องเป็นธรรมชาติเป็นหลัก มีแหล่งท่อเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งนี้รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ
2. องค์ประกอบด้านการจัดการ
เป็นการท่องเที่ยว ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Travel) ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (no or low impact) มีการจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันและกำจัดมลพิษและ ควบคุมการพัฒนาการท่อเที่ยวอย่างมีขอบเขต
3. องค์ประกอบด้านกิจกรรมและกระบวนการ
เป็นการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ ( learning process) โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความประทับใจ เพื่อสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อนักท่อเที่ยว ประชาชนท้องถิ่น
4. องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม
เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตและการได้รับผลตอบแทน เพื่อกลับมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วย
ข้อกำหนดที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของลักษณะพื้นฐานที่เป็นหลักการทั้ง 4ด้าน หากการท่อเที่ยวใดมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของลักษณะดังกล่าวแล้วจัดเป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สมบูรณ์ หากขาดหรือปราศจากข้อใดข้อหนึ่ง ความสมบูรณ์จะลดน้อยลงจนอาจเป็นการจัดการที่ส่งเสริมให้เป็นการท่อเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ...
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ecotourism
1.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบปกติ หรือแบบประเพณีนิยมซึ่งเน้นความพอใจของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และเน้นการส่งเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
2.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการท่องเที่ยวแบบคณะใหญ่ (Mass Tourism) เพราะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนาดของการท่องเที่ยว แต่จำกัดที่รูปแบบกิจกรรมและขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกันหรือมากกว่านักท่องเที่ยวคณะใหญ่ หากปราศจากการจัดการที่ดี การจัดการกับการท่องเที่ยวคณะใหญ่ในทิศทางและภายใต้รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ อาจจัดเป็น Mass Ecotourism
3.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่จำเป็นต้องเป็นการจัดการที่ง่าย ๆ ราคาถูก มีรูปแบบการท่องเที่ยวน้อย เพียงแต่มีการจัดการที่ดี มีการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประสานการเข้าใจกับนักท่อเที่ยวและให้ประโยชน์ที่เหมาะสมตามความคาดหวังของนักท่อเที่ยวแล้ว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาจตอบสนองนักท่อเที่ยวได้ทุกกลุ่ม ทุกระดับ และมีรายได้สูงได้เช่นกัน..
4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงให้ความสำคัญในการศึกษาและสร้างจิตสำนึก มากกว่าให้ความพึงพอใจอย่างไม่มีขอบเขตของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเป็นการท่องเที่ยวที่ต้องการประสานความเข้าใจกันอย่างเหมาะสมตลอดจนกระบวนการทำงาน
ที่มา: http://www.pandacamp.net/index.php?mo=3&art=101130
แนวความคิดและคำจำกัดความของการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมในราวคริสต์ศักราชที่ 1980 ที่มีการนำเสนอทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยว (Alternative Tourism) ในรูปแบบการนำเสนอ (label หรือ form ต่าง ๆ ) เช่น Appropriate,Solf,Green,Sustainable และ Ecotourism เป็นต้น ซึ่ง Ecotourism เป็นรูปแบบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
สำหรับประเทศไทย Ecotourism เป็นทางเลือกที่หลายฝ่าย เห็นว่ามีความเหมาะสมในการ พัฒนาเป็นรูปแบบหลักและให้มีการจัดการที่เหมาะสมต่อไป..
การบัญญัติศัพท์ของ Ecotourism เป็นภาษาไทย ได้มีการเสนอและประยุกต์หลายคำ โดยเฉพาะคำว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นิเวศสัญจร นิเวศท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จากการศึกษาแนวความคิด ปรัชญา รุปแบบ และการจัดการที่มีลักษณะเฉพาะของการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้เห็นว่า " การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ "
น่าจะเป็นบัญญัติศัพท์ ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้เพื่อเน้นความชัดเจนของการท่องเที่ยวที่มุ่งรักษาระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด...
" การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ " เป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่มีปรัชญาพื้นฐานที่มุ่งสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะครอบคลุมจัดการการท่องเที่ยวที่กว้างขวางกว่าและไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะให้มีการศึกษาหรือเรียนรู้หรือการมุ่งเน้นให้เกิดการอนุรักษ์ เพียงแต่ให้มีการจัดการที่ลด หรือปราศจากผลกระทบ และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน แต่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ได้มีเฉพาะ หรืออาจไม่เป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ก็ได้ ....
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ยั่งยืน (Sustainable Ecotourism) จึงเป็นการจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ให้คงรายได้ทางการเงินและการจ้างงานสูงสุดไว้... รวมทั้งมีการผดุงไว้ซึ่งองค์ประกอบทางสังคม และวัฒนธรรมของประชากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม กับธุรกิจท่องเที่ยว...
ความหมาย
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) คือการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ขอบเขตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน (มิติ) ที่ประกอบด้วย การพิจารณาด้านพื้นที่ท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้องและรูปแบบการจัดการ กล่าวคือ
1. องค์ประกอบด้านพื้นที่
เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องเป็นธรรมชาติเป็นหลัก มีแหล่งท่อเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งนี้รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ
2. องค์ประกอบด้านการจัดการ
เป็นการท่องเที่ยว ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Travel) ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (no or low impact) มีการจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันและกำจัดมลพิษและ ควบคุมการพัฒนาการท่อเที่ยวอย่างมีขอบเขต
3. องค์ประกอบด้านกิจกรรมและกระบวนการ
เป็นการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ ( learning process) โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความประทับใจ เพื่อสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อนักท่อเที่ยว ประชาชนท้องถิ่น
4. องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม
เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตและการได้รับผลตอบแทน เพื่อกลับมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วย
ข้อกำหนดที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของลักษณะพื้นฐานที่เป็นหลักการทั้ง 4ด้าน หากการท่อเที่ยวใดมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของลักษณะดังกล่าวแล้วจัดเป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สมบูรณ์ หากขาดหรือปราศจากข้อใดข้อหนึ่ง ความสมบูรณ์จะลดน้อยลงจนอาจเป็นการจัดการที่ส่งเสริมให้เป็นการท่อเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ...
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ecotourism
1.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบปกติ หรือแบบประเพณีนิยมซึ่งเน้นความพอใจของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และเน้นการส่งเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
2.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการท่องเที่ยวแบบคณะใหญ่ (Mass Tourism) เพราะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนาดของการท่องเที่ยว แต่จำกัดที่รูปแบบกิจกรรมและขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกันหรือมากกว่านักท่องเที่ยวคณะใหญ่ หากปราศจากการจัดการที่ดี การจัดการกับการท่องเที่ยวคณะใหญ่ในทิศทางและภายใต้รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ อาจจัดเป็น Mass Ecotourism
3.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่จำเป็นต้องเป็นการจัดการที่ง่าย ๆ ราคาถูก มีรูปแบบการท่องเที่ยวน้อย เพียงแต่มีการจัดการที่ดี มีการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประสานการเข้าใจกับนักท่อเที่ยวและให้ประโยชน์ที่เหมาะสมตามความคาดหวังของนักท่อเที่ยวแล้ว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาจตอบสนองนักท่อเที่ยวได้ทุกกลุ่ม ทุกระดับ และมีรายได้สูงได้เช่นกัน..
4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงให้ความสำคัญในการศึกษาและสร้างจิตสำนึก มากกว่าให้ความพึงพอใจอย่างไม่มีขอบเขตของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเป็นการท่องเที่ยวที่ต้องการประสานความเข้าใจกันอย่างเหมาะสมตลอดจนกระบวนการทำงาน
ที่มา: http://www.pandacamp.net/index.php?mo=3&art=101130
หัวใจสีเขียว (Green Heart)
"เที่ยวด้วยใจคิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ และตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม และภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อการท่องเที่ยว พร้อมมีการปฏิบัติเพื่อป้องกันรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม
ถ้าหากจะยกคำสอนในพระพุทธศาสนามาใช้อ้างอิงในข้อนี้ ก็คิดว่าชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะเคยได้ยินว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จนั้น “ย่อมต้องมีใจมุ่งมั่น หรือมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน” เช่นเดียวกับกรณีนี้ หากใครที่มีหัวใจสีเขียว คือคนที่ใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อม บุคคลผู้นั้นก็ย่อมคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งที่ตนกระทำอยู่เสมอ และเขาก็จะหาหนทางในการลดผลกระทบ ทำทุกวิถีทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์มาบังคับกะเกณฑ์
ทว่า เราจะทำอย่างไรให้คนมีใจสีเขียวได้อย่างไร คงต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัย
ความรู้
ความเข้าใจ
เห็นความสำคัญ
ความรู้ในที่นี้ก็คือ การเปิดรับข้อมูลข่าวสาร การติดตามปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในมุมต่างๆของโลก จะทำให้เราได้ทราบว่าสภาวะของโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์และสัตว์หลากหลายสายพันธุ์อย่างที่เราเองก็คาดไม่ถึง ไม่ว่าสถานการณ์ของการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่เร็วขึ้นส่งผลต่อการอยู่รอดของหมีขั้วโลก ผลกระทบที่ตามาเป็นลูกโซ่คือการคาดการณ์ว่าโลกอาจต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมโลก ส่งผลไปถึงแหล่งอาหารของมนุษย์ สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นที่เคยไหลเวียนไปทั่วทุกทวีปของโลก การเปิดใจรับรู้สภาพความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งการตระหนักในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ที่ต้องอาศัยอยู่บนโลก และในฐานะของผู้ก่อผลกระทบแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
แน่นอนว่าข้อมูลข่าวสารที่เปิดรับมากขึ้น ย่อมสร้างความเข้าใจ และทำให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องของสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดขึ้นในธรรมชาติไม่ว่าในมุมใดของโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่มาถึงเราเข้าสักวัน เมื่อรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น สองสิ่งนี้จะทำให้เราเห็นถึงความสำคัญว่าเหตุใดเราจึงต้องลงมือทำ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยการลดการใช้ทรัพย์ยาการธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพื่อไม่สร้างมลภาวะต่อโลกให้มากขึ้น กระทั่งพยายามหาวิธีใช้และรักษา น้ำ ดิน อากาศ ป่าไม้ ฯลฯ อย่างรู้คุณค่า
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเองนั้นได้จำแนกการสร้างหัวใจสีเขียวสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยจัดทำเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดผลอย่างแท้จริงคือ
การสร้าง หัวใจสีเขียว ในฐานะของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มี 3 แนวทางคือ
แนวปฏิบัติที่ 1 สร้างการรับรู้ และความตระหนักถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อทรัพยากรท่องเที่ยวทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แนวปฏิบัติที่ 2 สร้างการรับรู้ และความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก หรือภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และผลกระทบของการท่องเที่ยว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ
แนวปฏิบัติที่ 3 ผู้ที่เกี่ยวข้องในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติแสดงออกถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยทั้งสามแนวทางสามารถเนินการได้ทั้งการจัดทำสื่อต่างๆเพื่อเผยแพร่ การจัดการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย การสัมมนาสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ที่มา: http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=26391.msg75035#msg75035
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555
ท่องเที่ยวแบบ"โฮมสเตย์"
เสน่ห์ของวิถีชีวิตความเป็นไทย คือความเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดแฝงเร้นอันน่าค้นหา และมีกลิ่นไอที่แสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันงดงาม อีกทั้งยังมีเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้คือแรงจูงใจที่ล้ำค่า สำหรับการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของนักท่องเที่ยวจากซีกโลกหนึ่งสู่อีกซีกโลกหนึ่ง เพื่อค้นหาความต่างที่สร้างความทรงจำอันไม่รู้ลืม และเป็นของฝากที่ไม่มีวันหมดไปจากใจ
" โฮมสเตย๎" เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี ก่อนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะออกมาประกาศให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ และด้วยความแตกต่างที่สร้างคุณค่านี้ เป็นที่นิยมอย่างมากจากกลุ่มนักท่อง เที่ยวจากยุโรป และญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวจะมีโอกาสสำผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นว่าสถานที่นั้นจะมีจุดดึงดูดความสนใจด้านอื่นๆจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตามหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ไม่มีจุดเด่นด้านกายภาพ กลับเป็นจุดที่น่าสนใจของทั้งจากนักเที่ยวชาวไทยและเทศได้ไม่ยาก
ปัจจุบันการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ แบบดั้งเดิม จะเป็นรูปแบบการเข้ามาพักอยู่ในชายคาบ้านของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชน ที่มีเอกลักษณ์อันน่าสนใจ และนักท่องเที่ยวจะใช้ชีวิตในแบบเดียวกับชาวบ้านแทบทุกอย่างส่วนโฮมเสตย์แบบประยุกต์ เป็นการปรับปรุงพื้นที่ในวิถีชีวิตเดิม ให้มีความสะดวกสบายขึ้นอีกระดับ โดยไม่ทิ้งความเรียบง่ายและเอกลักษณ์ไทยอันเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้และรูปแบบของธุรกิจโฮมสเตย์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนขณะนี้คือ "บ้านกองทราย" โฮมสเตย์แบบประยุกต์ระดับพรีเมี่ยมที่แฝงตัวอยู่ในบ้านหนองผึ้ง อำเภอสารภี กลางเมืองเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นจากอาณาจักรเล็กๆสำหรับการอยู่อาศัยในเรือนไทย 4 หลัง ที่ตั้งอยู่ในสวนสวยบนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ที่นี่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อพักผ่อนในรูปแบบง่ายๆแต่คงไว้ซึ่งความ สะดวกสบายในระดับหนึ่งเจ้าของบ้านเล่าให้ฟังว่า บ้านคลองทราย ได้รับการปรับเปลี่ยนจากที่อยู่ อาศัย มาเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันระหว่างเจ้าบ้าน และนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศมานานกว่า 10 ปีแล้ว รูปแบบความเป็นอยู่รวมทั้งการตกแต่งจึงบ่งบอกถึงความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์กว่า 30 ปี ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณ และเครื่องใช้ไม้สอยในอดีต ที่ช่วยสร้างบรรยากาศของการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างแท้จริง
หลายคนที่ผ่านไปมาในย่านนี้คงจะสังเกตเห็นเรือนไทยไม้ยกสูง ในสวนครึ้ม อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกลั่นทมและว่านวาสนา และคงจะพาให้ใจหวิวๆกับความเงียบสงบนี้ และนั่นคือที่มาอันทำให้กองถ่ายละครเรื่องหนึ่ง ได้เข้ามาใช้สถานที่ในบ้านกองทรายเป็นสถานที่ถ่ายทำละคร จนใครๆพากันเรียกบ้านหลังนี้ว่า "บ้านคุณยายวรนาถ" ไปโดยปริยาย ซึ่งไม่เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น ที่หลงไหลความเป็นอยู่ตามวิถีธรรมชาติเช่นนี้ เพราะกว่า 30% ของแขกที่มาพักที่นี่ก็เป็นคนไทย ที่นิยมการพักผ่อนในบรรยากาศเรียบง่ายเช่นนี้
กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังที่นี่ คือการใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย มีกิจกรรมต่างให้เลือกทำในแต่ละวัน เช่นการเรียนทำอาหารไทย, นวดแผนโบราณ, การ ขี่จักรยานชมหมู่บ้าน หรือจะเลือกจะพักผ่อนไปกับการอ่านหนังสือในมุมสงบๆใต้ถุนเรือนก็ได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ที่นี่ถึง 2-3 วัน
นอกจากนั้นยังนิยมเดินทางมาเดี่ยวและมาเป็นคู่มากกว่าการมาเป็นหมู่คณะ เพราะคนยิ่งน้อย ยิ่งได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แตกต่างอย่างแท้จริง ซึ่งชาวต่างชาติที่เคยเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านกองทราย ส่วนใหญ่จะมาจากการบอกต่อๆกันไป และมักจะกลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกเมื่อมีโอกาสเข้ามาเมืองไทย
สำหรับโฮมสเตย์แบบดั้งเดิม ในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านเกือบทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่ตื่นเช้ามาในวันใหม่จนเอนกายนอนหลับไปพร้อมดวงตะวัน นับเป็นรูปแบบที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเช่นกัน แต่ต้องอาศัยชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวพอที่จะใช้เป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้
โฮมสเตย์แบบนี้ มักจะแฝงตัวอยู่ตามชุมชนในแถบห่างไกลความเจริญเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในแถบจังหวัดทางภาคเหนือ เช่นเชียงราย และ แม่ฮ่องสอน มีหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาให้มีการท่องเที่ยวแบบโฮมเสตย์อยู่หลายที่ เช่นเดียวกับหมู่บ้านชาวประมงชายทะเลที่ได้รับการปรับปรุงให้มีการท่องเที่ยวรูปแบบนี้เข้ามาเสริมรายได้ นอกเหนือจากการออกเรือหาปลาเพียงอย่างเดียว
หมู่บ้านบางเบ้า บนเกาะช้าง จ.ตราด คือ หนึ่งในพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของททท. เพราะต้องการอนุรักษ์วิถีชีวิตเดิมของคนเกาะช้าง และต้องการให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกที่มากกว่ารีสอร์ทและโรงแรมที่ปัจจุบันมีให้เห็นอยู่ทั่วเกาะช้าง กว่า 400 ชีวิตในหมู่บ้านบางเบ้า มีอาชีพทำการประมงและสวนผลไม้ และเมื่อมีการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ จึงมีชาวบ้านหลายรายได้ปรับพื้นที่ให้มีสัดส่วนในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ ผู้นำหมู่บ้านมีการประสานงานกับภาครัฐเพื่อเปิดฝึกอบรมการใช้ภาษาอังกกฤษ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับการสื่อสารและในปี 2545 ที่ผ่านมาได้เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 40% และส่งผลให้ราคาที่ดินในหมู่บ้านบางเบ้าขยับตัวสูงขึ้นจากไร่ละ 1 ล้านบาท เป็นไร่ละ 2 ล้านบาท จึงเป็นข้อการันตีได้ว่าการท่องเที่ยวที่ใส่ใจต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ดั้งเดิมนี้ มีแนวทางที่สดใสและเป็นเสมือนคำบอกเล่าเรื่องราวของความเป็นไทยได้อย่างดี
จุดเด่นของหมู่บ้านบางเบ้า คือสะพานคอนกรีตที่ทอดตัวยาวลงสู่ท้องทะเล ถูกขนาบด้วยพื้นที่อาศัยของชาวบ้านในหมู่บ้านบางเบ้า ชุมชนเล็กๆในด้านหนึ่งบนเกาะช้าง
เป็นมุมสงบที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเข้ามาพักผ่อนได้อีกรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับเรือนไทยหลังน้อยในร่มครึ้มภายในรั้วใหญ่ที่ซ่อนตัวอย่างสงบอยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ทางเลือกที่แตกต่างนี้ เป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักเมืองไทยในมุมมองที่เรียบง่ายและ งดงามมากกว่าเดิม
ความรู้ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว
รูปแบบการท่องเที่ยว
1. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism ) เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่อง กับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเพื่อมุ้งเน้น ให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน..
2. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล (MARINE Ecotourism ) คือ การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติทางทะลเที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศทางทะเล โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษา ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน กิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล อาทิ เดินป่าชมธรรมชาติ ป่าบนเกาะ ป่าชายหาด ป่าชายเลน การดำน้ำดูปะการัง
3. การท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาหรือศิลาสัญจร(LITHO TRAVEL ) หมายถึงการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่เป็นหินผา ลานหินทราย อุโมงโพรง ถ้ำน้ำรอด ถ้ำหินงอกหินย้อย เพื่อดูความงามภูมิทัศน์ที่มีความแปลกของ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่โลก ศึกษาธรรมชาติของหิน ประเภทต่างๆและซากบรรพชีวินหรือฟอสซิล ได้ความรู้ มีประสบการณ์ใหม่ บนพื้นฐานการท่องเที่ยว อย่างรับผิดชอบ มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อม โดยประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมต่อการจัดการท่องเที่ยว
4. การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ( Agotourirm ) หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เกษตร สวนเกษตร วนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และเลี้ยงสัตว์ เพื่อชื่นชมความงามความสำเร็จและเพลิดเพลินในสวนเกษตร ได้ความรู้ มีประการณ์ใหม่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกการรักษาสภาพแวดล้อมของ สถานที่แห่งนั้น
หลักเกณฑ์การกำหนดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
1. เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์
2. มีความพร้อมในการบริหารจัดการ มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติ ภายในศูนย์มีอำนวยการความสะดวกเบื้องต้น มีเคาน์เตอร์บริการ ข่าวสาร มุมนิทรรศการ ห้องสุขา มุมจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มการบริหารจัดการในลักษณะเป็นเจ้าของบ้านที่ดี มีความ ปลอดภัยต่อการเดินทาง
3. มีการจัดการเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ทั้งเส้นทางไปกลับทางเดิม เส้นทางเป็นแบบบวงรอบหรือวงกลม ระยะตั้งแต่ 1 กิโลเมตร ขึ้นไป
4. มีป้ายสื่อความหมายบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นระยะๆ เพื่อให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว
5. มีแผนที่และคู่มือนำเที่ยวประกอบป้ายสื่อความหมาย เพื่อให้ความรู้ต่อนักท่องเที่ยว
6. มีการกำหนดความสามารถในการรับรองพื้นที่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่อครั้งต่อวัน
เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการจัดการท่องเที่ยวทั้ง 4 รูปแบบ หวังว่าคงจะถูกใจชาวท่องเที่ยวอย่างเราๆ บ้างไม่มากก็น้อย
ท่องเที่ยวป่าเขา
1.สถานที่
ต้องหาข้อมูลของสถานที่นั้นให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อจะได้จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เพราะแต่ละสถานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างกัน
2.การแต่งกาย
ควรเป็นชุดที่ใส่สบาย คล่องตัว และใช้โทนสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เช่น สีเขียวหรือสีน้ำตาล หมวกนับว่ามีประโยชน์มากในการเดินป่า หมวกที่เลือกใช้จะเป็นหมวกปีก หรือหมวกแก็ปก็ได้ เสื้อและกางเกง ควรใส่เสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันแมลง หนาม และแสงแดด เนื้อผ้าควรเป็นชนิดที่ซับน้ำได้ดี เพื่อจะได้ดูดซับเหงื่อช่วยระบายความร้อน กางเกงควรเป็นกางเกงที่สวมสบาย เสื้อผ้าควรแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดเดินป่า 1 ชุด และชุดนอน 1 ชุด นอกจากนั้นควรมีเสื้อแจ็กเก็ตอีก 1 ตัว และถุงเท้า เพราะในเวลากลางคืนในป่าจะมีอากาศเย็น รองเท้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และควรเป็นรองเท้าเดินป่า หุ้มส้นที่แข็งแรงและสวมใส่พอดี
3.อุปกรณ์เดินป่า
เป้หลัง ควรเลือกชนิดที่เบา มีขนาดกะทัดรัดคล่องตัว เต็นท์ ถุงนอน เปลสนาม ไฟฉาย เสื้อกันฝน มีดพก กระติกน้ำ หม้อสนาม ชุดยาสามัญ เชือก สมุดบันทึก ถุงพลาสติก ฯลฯ เตรียมให้พร้อมสำหรับการเดินป่า
4.การเดินป่า
ก่อนออกเดินป่าควรสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม ดื่มน้ำให้อิ่มและเติมกระติกน้ำให้เต็ม ศึกษาจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางตลอดจนเส้นทางในการเดินป่าให้เข้าใจ เพื่อความปลอดในระหว่างเดินทาง
การเดินป่ามีหลักดังนี้
o เดินอย่างออมกำลังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก
o ฝึกสายตาให้คุ้นเคยกับสภาพป่า
o ระหว่างที่เดินไม่ควรส่งเสียงดังจนเกินไป
o พยายามเดินตามทางเดินเท้า
o พยายามปกปิดทุกส่วนของร่างกายให้มิดชิด
o เดินแถวเรียงเดี่ยว ควรทิ้งระยะห่างกันพอสมควร แต่ต้องอยู่ในสายตาของกลุ่มตลอด
o เดินทางด้วยความเร็วสม่ำเสมอ และพักทุกๆ ชั่วโมง ครั้งละประมาณ 5-10 นาที
o ไม่ควรแยกไปเดินคนเดียวไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ต้องมีเพื่อนไปด้วยทุกครั้ง
ที่มา: : http://www.teawthai.com/tipsdetails.asp?id=3
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)