วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
พัฒนาสมุยสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สร้างคุณค่าที่แท้จริงที่มากกว่าการท่องเที่ยว
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้กล่าวถึง ความหมายของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนไว้ว่า หมายถึงการ
ท่องเที่ยว รวมถึงการจัดบริการอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดย (๑) ต้องดำเนินการภายใต้ขีดความสามารถของธรรมชาติ ชุมชน ขนบธรรมเนียบ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว (๒) ต้องตระหนักดีต่อการมีส่วนร่วมของประชากร ชุมชน ขนบธรรมเนียบ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว (๓) ต้องยอมรับให้ประชาชนทุกส่วนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยวอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน (๔) ต้องชี้นำภายใต้ความปรารถนาของประชาชนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ (จุลสารการท่องเที่ยว 2538 หน้า 14.)
การพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนจึงเป็นการจัดการการท่องเที่ยวเพื่อสนองตอบความต้องการของนักท่องเที่ยวและชุมชน โดยมุ่งเน้นการปกป้องและรักษาโอกาส ให้กับคนในรุ่นต่อ ๆไปในอนาคต อันนำไปสู่การจัดการทรัพยากรทั้งมวลตามความต้องการด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในขณะที่จะสามารถธำรงรักษากระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบอื่น ๆ
หลักการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มีหลักเกณฑ์ดังนี้ (1) การมีส่วนร่วมของชุมชน (2) ความร่วมมือของกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (3) การสร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณภาพ (4) การกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว (5) การใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าเกิดประโยชน์สูงสุด (6) การวางแผนระยะยาว (7) ความสมดุลระหว่างวัตถุประสงค์ด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม (8) ความสอดคล้องกันระหว่างแผนการท่องเที่ยวและแผนพัฒนาด้านต่าง ๆ (9) ความร่วมมือระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ปฏิบัติ (10) การประสานความร่วมมือระหว่างแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ(11) การประเมินผลกระทบจากการท่องเที่ยว (12) การสร้างหลักเกณฑ์การประเมินผลกระทบ (13) การเน้นผลประโยชน์ชุมชน คุณค่าสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม(14) การพัฒนาคน การศึกษาและหลักสูตรต่าง ๆ (15) การเสริมสร้างลักษณะเด่นอัตลักษณ์ของชุมชนและพื้นที่ (16) การคำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของทรัพยากร (17) การดำรงรักษาทรัพยากรมรดกทางธรรมชาติและวัฒนธรรมและ (18) การทำการตลาดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
ดังนั้น การพัฒนาสมุย สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จะต้องมีการจัดการท่องเที่ยวที่ประกอบ ด้วย หลักการที่สำคัญ 10 ประการดังนี้
การอนุรักษ์โดยใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม (Using resource sustainable) หมายถึง เรา, ชุมชนของเรา, ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และ ผู้ที่มีบทบาทด้านการท่องเที่ยว ต้องมีวิธีการจัดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่เดิมทั้งมรดกทางธรรมชาติ และมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างเหมาะสม ลงตัวแบบพอเพียง หรือใช้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างประหยัด โดยคำนึงถึงต้นทุนอันเป็นคุณค่าคุณภาพของธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ลด ละ เลิก การบริโภคหรือใช้ทรัพยากร ที่เกินความจำเป็น กับ การลดการผลิตของเสีย (Reducing over-consumption and waste)
รักษาและส่งเสริม ความหลากหลายของธรรมชาติ สังคมและสีสรรค์ของวัฒนธรรม (Maintain diversity)
ใช้การท่องเที่ยว มาเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น และ ขยายฐานเศรษฐกิจในท้องถิ่น (Supporting local economy)
เราทุกคนต้องมีส่วนร่วม โดยการสร้างเครือข่ายพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อท้องถิ่นโดยตรง (Involving local communities)
บูรณาการพัฒนาการท่องเที่ยว (integrating tourism into planing)
โดยชุมชนในทุกด้าน ตั้งแต่ การประชุมกับผู้เกี่ยวข้องที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน (Consulting stakeholders and the public) การจัดเตรียมข้อมูลคู่มือในการบริการข่าวสารการท่องเที่ยว (Marketing tourism responsibly) การพัฒนาบุคลากร (Training staff)
ชุมชนมีการประเมินผล ตรวจสอบและวิจัย (Undertaking research)
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมุ่งเน้นให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวม ปรับสภาพการจัดการเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่ของกระแสโลกที่เปลี่ยนไป (Paradigm shift) ที่เปลี่ยนจากสังคมบริโภคนิยมสู่ยุคสมัยสังคมเป็นใหญ่ ขอบเขตของการพัฒนาจึงครอบคลุมทุกองค์ประกอบทุกส่วนของการท่องเที่ยวหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การพัฒนาการท่องเที่ยวทั้งหมดต้องมุ่งสู่ความยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาที่ยั่งยืนมีลักษณะที่เป็นบูรณาการ (Integrated) คือ ทำให้เกิดเป็นองค์รวม (Holistic) นั่นคือ องค์ประกอบทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะต้องมาประสานกันครบองค์และมีลักษณะอีกอย่างหนึ่ง คือ มีดุลยภาพ (Balance) หรือพูดอัตนัยหนึ่ง คือ การทำให้กิจกรรมของมนุษย์สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ (พระธรรมปิฎก (ป. อ. ปยุตโต), 2550)
โดยการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นกับประชาชนทุกคนในประเทศสามัญสำนึกเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ความสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมจะทำให้ทรัพยากรการท่องเที่ยวคงอยู่บนโลกได้อย่างยาวนาน เมื่อทรัพยากรการท่องเที่ยวไม่เกิดความเสื่อมโทรม และสามารถอำนวยประโยชน์ต่อบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดีแล้ว การท่องเที่ยวก็จะเกิดความยั่งยืนในที่สุด
นั่นคือ การท่องเที่ยวของสมุยจะสามารถยั่งยืนได้ โดยมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอย่างสม่ำเสมอ มีทรัพยากรการท่องเที่ยวยังคงสามารถรักษาความดึงดูดใจไว้ได้ไม่เสื่อมคลาย ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวและผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นภายใต้ขีดความสามารถของธรรมชาติที่จะรองรับได้ และที่สำคัญคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ชุมชน ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่มีต่อกระบวนการท่องเที่ยว
เพราะประชาชนทุกส่วนเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ที่เกิดจากการท่องเที่ยวอย่างเสมอภาค ในขณะที่ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศของท้องถิ่นนั้นไว้ได้ ในขณะที่ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติ สังคมและวัฒนธรรม จะต้องไม่มีหรือมีน้อยที่สุด ซึ่งมีเพียงการพัฒนาสมุย สู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเท่านั้นจึงจะสามารถคงความยั่งยืนของการท่องเที่ยวสมุยไว้ได้
การจัดการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ในประเทศไทย
สำหรับการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวของประเทศไทยเพื่อมุ่ง ไปสู่รูปแบบของการจัดการท่องเที่ยวสร้างสรรค์นั้น ภารกิจการท่องเที่ยว สร้างสรรค์ขององค์การบริหารพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่าง ยั่งยืน (องค์การมหาชน) ได้เริ่มต้นขึ้น โดยในเบื้องต้นจะเป็นการนำเสนอ แนวคิดการจัดการท่องเที่ยวสร้างสรรค์แก่ชุมชน เกิดเป็นต้นแบบของแนว ทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาท่องเที่ยว เพื่อหารูปแบบของการจัด การการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ การสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวสร้างสรรค์ พร้อมกับประเมินผลลัพธ์หรือประโยชน์ที่ผู้มีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนจะได้รับ ทั้งที่สามารถจับต้องได้ เช่น รายได้ และที่จับต้องไม่ได้ เช่น ความสามัคคี ความหวงแหนในท้องถิ่น ตลอดจนศึกษาผลดีผลเสียในการพัฒนาการ ท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ต่อการพัฒนาชุมชนในประเทศไทย ที่ผ่านมา ชุมชนในประเทศไทยได้มีการนำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงนิเวศหรือการ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมาเป็นแนวทางเพื่อการจัดการท่องเที่ยวชุมชน และใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแหล่ง ท่องเที่ยว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวสร้างสรรค์
การจัดการการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมจะเอื้อประโยชน์ต่อการ อนุรักษ์อย่างชัดเจน และเป็นกระบวนการสำคัญในการก่อเกิดจิตสำนึกร่วม กันในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในชุมชน ทั้งจากการร่วมคิด ร่วมทำ สร้างกระบวนการกลุ่ม เมื่อมีการจัดการอย่างเป็นระบบและประสบความ สำเร็จแล้ว ยังสามารถขยายผลไปในพื้นที่ข้างเคียงและพื้นที่อื่นๆ ได้ แหล่งท่องเที่ยวและชุมชนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างเครือข่าย จนกลายเป็นพลังในการสร้างฐานความรู้สำหรับการ พัฒนาอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน ดังนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า "การท่องเที่ยว สร้างสรรค์มีรากฐานจากชุมชนสร้างสรรค์ และต้องใช้ทุนทางสังคมต่าง ๆ เพื่อสร้างการท่องเที่ยวสร้างสรรค์" (สว่างพงศ์, ๒๕๕๔)
แถลงแผนงาน "ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" ตามแนวคิด 7 Greens
แถลงแผนงาน "ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" ตามแนวคิด 7 Greens
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศทั่วโลก 7 Greens "ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" คือ แนวคิดที่นำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของ ททท. เพื่อให้เกิดผลสำคัญ 2 ประการ คือ ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และสร้างรูปแบบการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดที่พยายามให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ทั้งผู้ที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยตรง สื่อมวลชน รวมถึงประชาชนทั่วไป อันเชื่อว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับทัศนคติ และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพ
แนวคิด 7 ประการ เพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
Green Heart - เที่ยวด้วยใจคิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
Green Logistics - เที่ยวใกล้-ไกล เลือกใช้ (พาหนะ) พลังงานสะอาด
Green Attraction - จัดการแหล่งท่องเที่ยว โดยคำนึงถึงความยั่งยืน
Green Activity - เลือกกิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
Green Community - เที่ยวอย่างรู้ค่า รักษาเอกลักษณ์ชุมชน
Green Service - จัดการธุรกิจ ตระหนักคิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
Green Plus - จิตอาสา พาโลกสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2552 ททท. ได้จัดการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับ 21 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการนำไปสู่ความร่วมมือดำเนินโครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด 7 Greens ทั้งยังเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้รับทราบ ซึ่งภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลง ททท.ได้ประสานความร่วมมือเพื่อดำเนินกิจกรรมกับหน่วยงานดังกล่าวไปพร้อมๆ กับการจัดกิจกรรมโดย ททท. ส่วนกลางเอง และกิจกรรมที่ร่วมกับ ททท.สำนักงานภูมิภาคทั่วประเทศ
กิจกรรมที่ ททท. ร่วมจัดกับหน่วยงานที่ลงนามบันทึกข้อตกลง
ร่วมกับ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมส่งเสริมบริการที่พักสีเขียวและชุมชนสีเขียว ในพื้นที่อำเภอปาย อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และอำเภอเมือง จังหวัดน่าน
ร่วมกับ มูลนิธิ Samui Green Island จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ แนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อร่วมลดภาวะโลกร้อนจากการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวบนเกาะสมุย
ร่วมกับ มูลนิธิใบไม้เขียว จัดกิจกรรมส่งเสริมบริการโรงแรมและสปาบนเกาะ สมุยให้ได้รับมาตรฐานใบไม้เขียว ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน มีการควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ
ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย จัดอบรมบุคลากรของ ททท. รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ 5 เมืองหลักด้านการท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และนครราชสีมา และพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอเมือง จังหวัดน่าน เป็นต้น
กิจกรรมที่ ททท. ส่วนกลางจัดขึ้น
การจัดนิทรรศการเผยแพร่ "ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" ตามแนวคิด 7 Greens (ภาษาไทย-อังกฤษ) เพื่อใช้ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และแนวทางการลดภาวะโลกร้อนตามแนวคิด 7 Greens อันจะนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เช่น งาน Samui Global Mala เกาะสมุย, งานสมัชชาคุณธรรม อิมแพค เมืองทองธานี, งาน Green Fair’09 ณ อุทยานเบญจสิริ, โรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ, Eco & Adventure Mart เชียงใหม่, ศูนย์ท่องเที่ยวอยุธยา เป็นต้น
กิจกรรมที่ร่วมจัดกับ ททท. สำนักงานภูมิภาคทั่วประเทศ โครงการปั่นสองล้อเสาะผ่อธรรมชาติ เมืองปราชญ์ลับแล จ.อุตรดิตถ์
โครงการคาราวานสะพายเป้ หิ้วกล้อง ท่องสองบุรี จ.ลพบุรี-สระบุรี
โครงการหน้าบ้านน่ามอง ล่องมหานที ชุบชีวีเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา
โครงการทัศนะครื้นเครง ร่วมบรรเลงรักษ์ป่าไม้ จ.นครราชสีมา
โครงการสองล้อ สองน่อง ท่องอำนาจ จ.อำนาจเจริญ
โครงการเชียงคานสีเขียว เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน จ.เลย
โครงการเมล็ดพันธุ์ใหม่ ท่องเที่ยวสดใส หัวใจสีเขียว จ.ตราด
โครงการปลูกบ้านให้ปลา คืนเวลาให้ทะเล เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี
โครงการท่องเที่ยวสดใสใส่ใจสิ่งแวดล้อม Virgin Hitz Fan Club Party ตอน ฮิตซ์ จังฮู้ เมืองนคร จ.นครศรีธรรมราช
ในเร็วๆ นี้ ททท. กำลังจะมีโครงการนำร่องอีก 5 เส้นทางด้วยกัน คือ
ทริปสีเขียว เที่ยวปักษ์ใต้ จ.นครศรีธรรมราช เส้นทางที่ทุกคนจะเต็มอิ่มกับทั้งป่าไม้และทะเลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยที่ยังคงความสดและสมบูรณ์ไว้ได้อย่างน่าชื่นชม อาทิ สัมผัสทะเลหมอก ที่เขาเหล็ก บ้านกรุงชิง, "ถอดรหัสป่า" ตามเส้นทางอุทยานแห่งชาติเขาหลวงสู่น้ำตกกรุงชิง, ชมบ่อน้ำจืดกลางทะเลตามตำนานหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ที่เกาะนุ้ยนอก และถ้าโชคดีอาจได้เห็นโลมาสีชมพู สัตว์สัญลักษณ์แห่งทะเลขนอม รวมถึงสมบัติทางวัฒนธรรมตามวิถีคนเมืองคอน ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติ, เยี่ยมชุมชนผ้ามัดย้อมบาติกที่บ้านคีรีวง, นั่งรถรางชมเมืองลิกอร์ (หนึ่งในชื่อที่ใช้เรียกเมืองนครศรีธรรมราช)
ทริปสีเขียว เที่ยวทั่วน่าน แหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดดเด่นด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่มีความแปลกตา มีอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อีกทั้งยังสามารถสืบทอดวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าประทับใจ
ทริปสีเขียว เที่ยวตะวันออก ชลบุรี ร่วมกันคืนชีวิตให้ป่าและอนุรักษ์พันธุ์ชะนีหายาก ตื่นตากับนานาพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าในมุมมองใหม่ๆ บนยอดไม้สูงที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ระยอง เยี่ยมชมสวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จันทบุรี เข้าชมสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 2 (ท่าสอน) ตราด สัมผัสวิถีชีวิตแบบพอเพียงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนบ้านสลักคอก เกาะช้าง และกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตำบลห้วยแร้ง
ทริปสีเขียว เที่ยวภาคกลาง เพชรบุรี เยี่ยมชมโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน เพลิดเพลินกับการดูนก ซึ่งที่นี่คือแหล่งดูนกสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ, ศึกษาการใช้พลังงาน การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ชุมพร ตื่นตากับแนวสันทรายบางเบิด ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ออกแบบโดยน้ำและลมกินเวลานานนับพันๆ ปี สมุทรสงคราม เที่ยวตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ทำความรู้จักกับวิสาหกิจชุมชนชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์คลองโคลน
ทริปสีเขียว เที่ยวอีสาน อุดรธานี ศึกษาอารยธรรมโบราณผ่านพิพิธภัณฑ์มรดกโลกบ้านเชียง, โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศภูฝอยลม ซึ่งประกอบด้วยสวนรวมพรรณไม้ 60 พรรษา มหาราชินี, อุทยานโลกล้านปี มีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ และพิพิธภัณฑ์แสดงซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ กาฬสินธุ์ พิพิธภัณฑ์สิรินธร รวมถึงแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว สกลนคร สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและเป็นที่ทัศนศึกษาของประชาชน อาทิ อุทยานแห่งชาติภูพาน เข้าถึงวิถีความเป็นอยู่ของท้องถิ่น ชมการย้อมผ้าด้วยโคลน เอกลักษณ์ท้องถิ่นที่ไม่เหมือนที่ใด ณ บ้านพรรณานิคม มหาสารคาม นมัสการพระธาตุนาดูน พุทธมณทลอีสานมีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาตร์และโบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ชมและศึกษาพรรณไม้ สมุนไพรอีสาน ที่สถานีวิจัยวลัยรุกขเวช นครราชสีมา เยี่ยมชมสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่น TTA 2008 ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มีการจัดกิจกรรมเดินป่า ส่องสัตว์ ส่องแมลง ดูดาว ไปจนถึงการนวดสมุนไพร เยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่ สมบัติทางธรรมชาติที่ได้รับการยกย่องให้เป็น "มรดกโลก"
ททท. เชื่อมั่นว่าแนวคิด 7 Greens "ท่องเที่ยวสดใส ใส่ใจสิ่งแวดล้อม" ภายใต้โครงการปฏิญญารักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จะได้รับความร่วมมือจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง
Palio Khaoyai (ปาลิโอ เขาใหญ่)
Palio Khaoyai (ปาลิโอ เขาใหญ่) ตั้งอยู่บนที่ถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 ติดกับโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ รีสอร์ทแอนด์สปา ถือได้ว่าเป็น สถานที่ท่องเที่ยว สุด Hit แหล่งใหม่ของคนอินเทรนด์ ก็ว่าได้นะจ๊ะ สถานที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมยุโรปโบราณแนวอิตาลีเลี่ยนสไตล์ ของประเทศอิตาลี คำว่า “Palio” ภาษาของอิตาเลียน หมายถึง “รางวัล”
ที่ Palio นี้มีลักษณะเป็นอาคาร มีพื้นที่ให้เราเดินเหมือนกับถนนคนเดิน เราจึงมองเห็นร้านเล็กๆ น่ารักๆ มากมายตลอดเส้นทางกันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นร้านกิ๊ฟช๊อป ร้านดอกไม้ ร้านเครื่องประดับ ร้านขายของที่ระลึก ร้านเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านเครื่องเสียง ร้านขายหนังสือ ร้านอาหาร ร้านผลไม้ เป็นแนวลดหลั่นเรียงกันให้เห็นอยู่มากมาย สินค้าก็มีอยู่หลากหลายชนิดให้เลือกซื้อ
ภายใน Palio เขาใหญ่ มีร้านเล็ก ๆ เป็นแนวลดหลั่นเรียงกันประมาณ 120 ร้าน มีสินค้าหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ของแต่งบ้าน, เสื้อผ้าแฟชั่น, เครื่องประดับ, เครื่องเสียง, งานดีไซน์ต่าง ๆ, ธนาคาร, ร้านขายของที่ระลึก, พืชผักปลอดสารพิษ ร้านไวน์ Coffee Shop, Pub & Restaurant, Bakery ร้านเสริมสวย Spa ร้านขายยา ร้านขายหนังสือ ศูนย์อาหาร ร้าน IT ฯลฯ โดยแต่ละร้านจะได้รับการออกแบบให้มีสไตล์ และเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่กลมกลืนเข้าภูมิทัศน์ล้อมรอบที่ดำรงความเป็นธรรมชาติของเขาใหญ่
ร้านอาหารก็มีมากเช่นกัน นอกจากนี้แล้วก็ยังมีร้านไวน์ ร้านกาแฟ ร้านเสริมสวย หรือว่าสปา พับท์ หรือร้านไอที แต่ละร้านต่างก็มีการออกแบบให้มีสไตล์ เป็นของตัวเอง สามารถสร้างความเพลิดเพลินให้กับนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก
มีทั้งร้านขายตุ๊กตา ร้านของเล่น ร้านดอกไม้ประดับ ฯลฯ ซึ่งถูกจัดวางไว้อย่างสวยงาม หรือแม้กระทั้งร้านขายหมวก ก็มีการแตกแต่งร้าน ได้
ที่ Palio เขาใหญ่ ยังมีมุมเก๋ๆ ไว้ให้เราได้ถ่ายรูปอีกเพี๊ยบเลย รวมทั้งยังมีสวนหย่อมเล็กๆ น้ำพุ ไว้ให้เราได้นั่งพักผ่อนแบบชิวๆ
Palio หรือ ปาลิโอ ตั้งอยู่บนถนนธนะรัชต์ หลักกิโลเมตรที่ 17 ติดกับโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ รีสอร์ท แอนด์ สปา
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 044-297-730, 044-297-731 โทรสาร: 044-297-741
ที่มา: http://www.teawteawthai.com/
เมืองโบราณ รวมสถานที่สำคัญๆของไทยไว้ที่สมุทรปราการ
เมืองโบราณ รวมสถานที่สำคัญๆของไทยไว้ที่สมุทรปราการ
เมืองโบราณ เปรียบดัง บานประตูที่เผยออกให้เห็นถึง มรดกแห่งภูมิปัญญาไทย ด้วยสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมรูปแบบต่าง ๆ ผสมผสานกับงานวิจิตรศิลป์และประณีตศิลป์ การจัดวางโครงสร้างและสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติที่สอดคล้องและสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก่อให้เกิดบรรยากาศที่โน้มนำให้ผู้มาเยือนได้รับรู้และเข้าใจถึงความสืบเนื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะ และขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทยในอดีตตราบจนถึงปัจจุบัน
ภายในเมืองโบราณมีการจำลองสร้างโบราณสถาน ปูชนียสถาน วัดโบราณ พระราชวัง ต่างๆ ให้มีขนาดเล็กลง หรือบางแห่งเท่าแบบจริง เช่น เขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง วัดมหาธาตุสุโขทัย พระพุทธบาทสระบุรี พระธาตุเมืองนคร พระธาตุไชยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีส่วนรังสรรค์ซึ่งเป็นสถานที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของไทย
ลักษณะพื้นที่ ของเมืองโบราณมีิ รูปร่างคล้ายขวานเหมือน กับอาณาเขตของประเทศไทย ซึ่งเมืองโบราณ ได้แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก ภาคใต้ และส่วนรังสรรค์
ภายในเมืองโบราณมีจุดที่น่าสนใจมากมาย ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่
พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองโบราณ
วิหารหลวงวัดมหาธาตุ สุโขทัย เมืองโบราณได้สร้างย่อส่วนจากของจริงลงมาเป็นสามในสี่ส่วน บริเวณใกล้ๆ มีพระสี่ อิริยาบถ
ศาลาพระอรหันต์ เป็นศาลากลางน้ำขนาดใหญ่
ตลาดน้ำ สะท้อนภาพย่านชุมชนริมน้ำของสังคมในอดีต สามารถแวะพักรับประทานอาหารในบรรยากาศสบายๆ ได้ที่จุดนี้
ปราสาทพระวิหาร ศรีสะเกษ เป็นศาสนสถานในคติฮินดูลัทธิไศวนิกาย ตั้งอยู่บนยอดเขาพระวิหาร ในเขตเทือกเขาพนมดงรักซึ่งกั้นแดนไทย-กัมพูชา จ. ศรีสะเกษ เมืองโบราณสร้างได้สร้างจำลองขนาดของเขาย่อส่วนลงมาประมาณหนึ่งในสิบ ส่วนตัวปราสาทสร้างย่อขนาดลงมาหนึ่งในสามของสถานที่จริง เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาพระวิหาร สามารถชมทิวทัศน์ของเมืองโบราณได้อย่างทั่วถึง
สวนกวาง สามารถเดินชมฝูงกวางผ่านทางไม้ยาว มีกวางจำนวนมากให้ชมได้อย่างใกล้ชิด
- สภาพพื้นที่ ที่รักษารูปแบบการดำรงอยู่แบบวิถีไทยที่หาชมไม่ได้ในสังคมปัจจุบัน
- เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานเมืองไทย การเดินทางใช้เวลาเพียง 40 นาที
- ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางสะดวกด้วยคมนาคมหลายเส้นทาง ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพฯเพียง 1 ชั่วโมง
- มีสถานที่พักแรมและสถานที่รองรับการจัดกิจกรรม
อัตราค่าเข้าชมเมืองโบราณ
ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป (คนไทย)
บัตรคุ้มสยามผู้ใหญ่ (คนไทย) ***
เที่ยวชม (ตั้งแต่เวลา ๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.)
บัตรคุ้มสยาม (ผู้ใหญ่) ท่านละ ๓๕๐ บาท (ราคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)
บัตรคุ้มสยามเด็ก (คนไทย) ***
เที่ยวชม(ตั้งแต่เวลา ๘.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.)
บัตรคุ้มสยาม (เด็ก) ท่านละ ๑๗๕ บาท (ราคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)
บัตรท้องถิ่น/ผู้สูงอายุแสดงบัตรประชาชนสมุทรปราการ
สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน ๖๐ ปี โปรดแสดงบัตรประชาชน
ท่านละ ๒๕๐ บาท (ราคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)
ค่าเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไป (ชาวต่างประเทศ )
ผู้ใหญ่ ท่านละ ๕๐๐ บาท (ราคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)
เด็ก ท่านละ ๒๕๐ บาท าคานี้รวมรถราง จักรยาน และนั่งเรือ)
บริการมัคคุเทศก์นำชมส่วนตัว
บรรยายภาษาไทย +๑,๒๐๐ บาท (๒ ชม.)
บรรยายภาษาอังกฤษ +๑,๕๐๐ บาท (๒ ชม.)
นำรถยนต์ส่วนบุคคล/รถตู้ เข้าไป (ไม่รวมคนขับ)
คันละ ๓๐๐ บาท
ที่มา: http://www.teawteawthai.com/
เชิญท่องเที่ยวสวนผลไม้ชิมทุเรียนหลง-หลินลับแล ชมงานเทศกาลทุเรียน และผลไม้เมืองลับแล
เชิญท่องเที่ยวสวนผลไม้ชิมทุเรียนหลง-หลินลับแล ชมงานเทศกาลทุเรียน และผลไม้เมืองลับแล พร้อมร่วมกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย
หลง–หลินลับแล เป็นสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองที่มีเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นทุเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากรับประทานอร่อย รับประทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลผลิตจำนวนไม่มากนัก สำหรับในปี ๒๕๕๕ นี้ ผลผลิตทุเรียน รวมทั้งหลง-หลินลับแล มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ซึ่งทำให้ลับแลมีบรรยากาศที่คึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยว ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนต่างๆ

นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ กล่าวว่า สำนักงานเทศบาลตำบลหัวดง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดงาน “เทศกาลทุเรียน และผลไม้เมืองลับแล (มหัศจรรย์หลง-หลินเมืองลับแล) ประจำปี ๒๕๕๕ ในวันพุธที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง วันอาทิตย์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ ณ บริเวณ ตลาดกลางผลไม้ เทศบาลตำบลหัวดง และตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงทุเรียนเมืองลับแล และกระตุ้นให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพผลผลิตทุเรียนให้ดีขึ้น ตรงตามความต้องการของตลาด และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอลับแล และจังหวัดอุตรดิตถ์
ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การประกวดกระเช้าผลไม้ การประกวดทุเรียนทอด การแสดงนิทรรศการทุเรียน การสาธิต และจำหน่ายอาหาร และสินค้าพื้นเมืองลับแล อาทิ ข้าวพันผัก ข้าวแคบ ข้าวพัน ลอดช่องเค็ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลผลิตทางการเกษตร ชมขบวนพาเหรดจากชุมชนต่างๆ การแสดงของเยาวชน การแข่งขันส้มตำทุเรียนลีลา การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแข่งขันชกมวยไทย กิจกรรมมหกรรมอาหารอร่อย พร้อมคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง อาทิ อาจารียา, ดวงตาคงทอง, ศิริพร อำไพพงษ์ , แอ๊ด คาราบาว, วงกางเกง, วงดนตรีสายชล เป็นต้น นอกจากนี้ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ ร่วมกับหน่วยงานภายใต้
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดกิจกรรมนิทรรศการคาราวานวิทยาศาสตร์ “มหกรรมวิทยาศาสตร์สู่ชุมชน ครั้งที่ ๖” ภายในงานด้วย โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ระหว่างวันที่ ๑-๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ มากมาย อาทิ การแข่งขันจรวดขวดน้ำ, นิทรรศการวิทยาศาสตร์ จากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ, การจัดสวนถาด สวนพฤกษศาสตร์ การประดิษฐ์เครื่องกรองน้ำพลังปิรามิด, การแปรรูปเห็ดนางฟ้า, การพัฒนาผ้าทอขนแกะ ฯลฯ
ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานแพร่ กล่าวต่ออีกว่า ททท. ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนท้องถิ่นตลอดจนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงเดือนเมษายน-กันยายนของทุกปี จะถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของลับแล เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่มีผลไม้ออกสู่ตลาด รวมทั้งมีสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบาย และมีความสวยงามของธรรมชาติ ที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ลำธาร และท้องทุ่งการเกษตร กอรปกับ และในวันที่ ๒-๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ททท. สำนักงานแพร่ ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์เข้าสู่พื้นที่ ลับแล มีนักท่องเที่ยวจำนวนประมาณ ๘๐ คน เดินทางมาท่องเที่ยวภายในงานดังกล่าวด้วย
ททท. สำนักงานแพร่ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ผู้สนใจเดินทางท่องเที่ยวเมืองลับแล เมืองแห่งตำนานเร้นลับ เขตห้ามพูดโกหก ชมสวนผลไม้เมืองลับแล ชิมผลไม้สดจากสวน ในงาน “เทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล” ประจำปี ๒๕๕๕ ในวันพุธที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง วันอาทิตย์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ ณ บริเวณ ตลาดกลางผลไม้เทศบาลตำบลหัวดง และตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ หากเดินทางเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อนั่งรถรางชมเมืองลับแลได้
สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ ททท. สำนักงานแพร่ โทร. ๐ ๕๔๕๒ ๑๑๑๘, ๐ ๕๔๕๒ ๑๑๒๗
ที่มา : www.teawteawthai.com
หลง–หลินลับแล เป็นสายพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองที่มีเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นทุเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากรับประทานอร่อย รับประทานแล้วไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลผลิตจำนวนไม่มากนัก สำหรับในปี ๒๕๕๕ นี้ ผลผลิตทุเรียน รวมทั้งหลง-หลินลับแล มีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ซึ่งทำให้ลับแลมีบรรยากาศที่คึกคัก ทั้งนักท่องเที่ยว ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งชาวบ้านในชุมชนต่างๆ
นางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ กล่าวว่า สำนักงานเทศบาลตำบลหัวดง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดงาน “เทศกาลทุเรียน และผลไม้เมืองลับแล (มหัศจรรย์หลง-หลินเมืองลับแล) ประจำปี ๒๕๕๕ ในวันพุธที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง วันอาทิตย์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ ณ บริเวณ ตลาดกลางผลไม้ เทศบาลตำบลหัวดง และตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเผยแพร่ชื่อเสียงทุเรียนเมืองลับแล และกระตุ้นให้เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพผลผลิตทุเรียนให้ดีขึ้น ตรงตามความต้องการของตลาด และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของอำเภอลับแล และจังหวัดอุตรดิตถ์
ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การประกวดกระเช้าผลไม้ การประกวดทุเรียนทอด การแสดงนิทรรศการทุเรียน การสาธิต และจำหน่ายอาหาร และสินค้าพื้นเมืองลับแล อาทิ ข้าวพันผัก ข้าวแคบ ข้าวพัน ลอดช่องเค็ม ผลิตภัณฑ์แปรรูป และผลผลิตทางการเกษตร ชมขบวนพาเหรดจากชุมชนต่างๆ การแสดงของเยาวชน การแข่งขันส้มตำทุเรียนลีลา การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแข่งขันชกมวยไทย กิจกรรมมหกรรมอาหารอร่อย พร้อมคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง อาทิ อาจารียา, ดวงตาคงทอง, ศิริพร อำไพพงษ์ , แอ๊ด คาราบาว, วงกางเกง, วงดนตรีสายชล เป็นต้น นอกจากนี้ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ ร่วมกับหน่วยงานภายใต้
ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานแพร่ กล่าวต่ออีกว่า ททท. ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชนท้องถิ่นตลอดจนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวมาโดยตลอด ซึ่งในช่วงเดือนเมษายน-กันยายนของทุกปี จะถือเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของลับแล เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่มีผลไม้ออกสู่ตลาด รวมทั้งมีสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบาย และมีความสวยงามของธรรมชาติ ที่โอบล้อมด้วยขุนเขา ลำธาร และท้องทุ่งการเกษตร กอรปกับ และในวันที่ ๒-๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ ททท. สำนักงานแพร่ ร่วมกับผู้เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยวทางรถยนต์เข้าสู่พื้นที่ ลับแล มีนักท่องเที่ยวจำนวนประมาณ ๘๐ คน เดินทางมาท่องเที่ยวภายในงานดังกล่าวด้วย
ททท. สำนักงานแพร่ จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยว ผู้สนใจเดินทางท่องเที่ยวเมืองลับแล เมืองแห่งตำนานเร้นลับ เขตห้ามพูดโกหก ชมสวนผลไม้เมืองลับแล ชิมผลไม้สดจากสวน ในงาน “เทศกาลทุเรียนและผลไม้เมืองลับแล” ประจำปี ๒๕๕๕ ในวันพุธที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึง วันอาทิตย์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๕ ณ บริเวณ ตลาดกลางผลไม้เทศบาลตำบลหัวดง และตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ หากเดินทางเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อนั่งรถรางชมเมืองลับแลได้
สอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวได้ที่ ททท. สำนักงานแพร่ โทร. ๐ ๕๔๕๒ ๑๑๑๘, ๐ ๕๔๕๒ ๑๑๒๗
ที่มา : www.teawteawthai.com
งาน หยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว
งาน หยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว
๑ มิถุนายน – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕
จังหวัดชัยภูมิ ร่วมกับ ททท. สำนักงานนครราชสีมา และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ขอเชิญทุกท่านร่วม “หยิบหมอก หยอกดอกกระเจียว” งานเทศกาลท่องเที่ยวดอกกระเจียวงามจังหวัดชัยภูมิ ประจำปี ๒๕๕๕ ในระหว่างวันที่ ๑ มิถุนายน – ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๕ ณ อุทยานแห่งชาติป่าหินงามอำเภอเทพสถิต และ อุทยานแห่งชาติไทรทอง อำเภอหนองบัวระเหวจังหวัดชัยภูมิ
กิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ ขบวนแห่กระเจียวคืนทุ่ง การแข่งขันเดินเพื่อการกุศล ชมสวนหินงามป่าหินล้านปีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติปั้นแต่งตามแต่จะสุดจินตนาการ การแสดง และจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชัยภูมิ อีกทั้งทุ่งดอกกระเจียวสีขาว สีเขียวและสีชมพูอมม่วง น้ำตกไทรทอง และจุดชมวิว ผาหำหดของอุทยานแห่งชาติไทรทอง ก็เป็นอีกสถานที่ที่รอการมาเยือนของนักท่องเที่ยวให้เดินทางท่องเที่ยว ด้วยหัวใจใหม่ อันจะส่งผลให้การท่องเที่ยวของจังหวัดชัยภูมิยั่งยืนได้
สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ประชาสัมพันธ์จังหวัดชัยภูมิ โทร. ๐ ๔๔๘๒ ๒๕๐๒ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยวองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ โทร. ๐ ๔๔๘๑ ๑๓๗๖ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชัยภูมิ โทร. ๐ ๔๔๘๑ ๑๒๑๘ อำเภอเทพสถิต โทร.๐ ๔๔๘๕ ๗๑๐๕ อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม โทร. ๐ ๔๔๘๙ ๐๑๐๕ อุทยานแห่งชาติไทรทอง โทร. ๐๘ ๙๒๘๒ ๓๔๓๗
ที่มา:www.teawteawthai.com
10 แหล่งสถานที่ท่องเที่ยว ช่วงฤดูฝน
ใครว่า….หน้าฝนต้องนั่งกร่อย ได้แค่มองแต่หน้าต่าง หากแต่ใต้ผืนฟ้าช่วงหน้าฝนมีเรื่องมหัศจรรย์ให้นักท่องเที่ยวได้ค้นหาอีกเยอะ
ใครจะรู้ว่าบ้างว่าหลังจากเม็ดฝนที่โปรยปรายจะเนรมิตเสน่ห์ความสดชื่น ของท้องฟ้า สายน้ำ ผืนป่า และพืชพรรณ ให้สวยงามได้ขนาดนี้ ฟ้าฝนไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ สำหรับการก้าวเดินของเหล่าบรรดาผู้ที่หลงรักการท่องเที่ยว เพราะในทุกฤดูฝน ความงามที่แตกต่างของธรรมชาติจะปรากฎให้เห็นในมุมมองใหม่ที่สดชื่นกว่าเดิม สามารถเรียกพลังความสดใสกลับม
หากต้องการสถานที่สำหรับครอบครัว 4 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก ยังเป็นคำตอบที่ดีด้วย สมญานามแห่งการเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ที่นี่แม้เป็นฤดูฝน แต่สภาพ่ก็ชุ่มฉ่ำ ป่าไม้ทุ่งหญ้าเขียวขจีสดสวย น้ำตกทุกแห่งไหลแรงส่งเสียงดังก้องป่า ให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือน
หลังจากนั้นยังสามารถออกเดินทางออกจากอุ้มผสู่จุดหมายสุดท้ายที่ 10 ทีลอซู ด้วยการล่องแพ เมื่อใช้แพยางหรือไม้ไผ่ลัดเลาะสารพันแก่งสู้สายน้ำ ไปถึงน้ำตกทีลอซู ก็สุดจะคุ้มค่าแล้ว กับความงามของหนึ่งในน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ด้วยความสูง 300 เมตร
สำหรับคนที่ตกลงปลงใจเก็บกระเป๋าย่ำเท้าเที่ยวหน้าในฝนนี้ คงต้องมองหาความปลอดภัยโดยการศึกษาข้อมูลสภาพฟ้าฝนและการเดินทางก่อนนะคะ เพราะบ่อยครั้งน้ำมากเกินไป หรือฝนตกหนักจนดินถล่มก็อาจเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อการเดินทางได้
ที่มา:http://www.tlcthai.com/travel/5655
ใครจะรู้ว่าบ้างว่าหลังจากเม็ดฝนที่โปรยปรายจะเนรมิตเสน่ห์ความสดชื่น ของท้องฟ้า สายน้ำ ผืนป่า และพืชพรรณ ให้สวยงามได้ขนาดนี้ ฟ้าฝนไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ สำหรับการก้าวเดินของเหล่าบรรดาผู้ที่หลงรักการท่องเที่ยว เพราะในทุกฤดูฝน ความงามที่แตกต่างของธรรมชาติจะปรากฎให้เห็นในมุมมองใหม่ที่สดชื่นกว่าเดิม สามารถเรียกพลังความสดใสกลับม
เริ่มจากการเดินทางระยะไกลๆ กันที่ 1 จังหวัดนครศรีธรรมราช มีโปรแกรม “เที่ยวป่าและน้ำตกกรุงชิง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเขาหลวง จ. นครศรีธรรมราช ที่ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติสูงมากเป็นป่าดิบชื้นที่แน่นทึบตั้งแต่ราบต่ำถึงเชิงเขา ทำให้ที่นี่นับเป็นแหล่งดูนกที่น่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “สวรรค์ของนกแดนใต้” ขณะที่น้ำตกกรุงชิงเอง ไม่น้อยหน้า เพราะมีความสูงถึง 7 ชั้น และความงามที่แตกต่างในแต่ละชั้นให้ได้ประหลาดใจ
ขึ้นมาภาคเหนือภูมิใจเสนอ 2 โปรแกรมเที่ยว ป่าเพชรบูรณ์ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ซึ่งความแปลกตาของป่าผืนนี้คือ ป่าสน ที่อายุไม่ต่ำกว่า 100 ปี ทำให้ต้นสนที่นี่สูงลิบตา 30-40 เมตรตระหง่านเรียงรายตัดกับพื้นหญ้าเขียวขจีบนภูเขาเพชรบูรณ์ที่สลับซับซ้อน ผสมกับอากาศหนาวเย็นปกคลุมตลอดปี เย้ายวนให้นักท่องเที่ยวเร่งฝีเท้าเข้ารับความสดชื่นในป่าผืนนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ก่อนเดินทางไปที่ จุดหมายที่ 3 อำเภอเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ มีอะไรมากกว่าที่คิด เพราะที่นี่ อุทยานแห่งชาติเชียงดาวและดอยผาแดง ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำปิงและแม่แตง มีความอุดมสมบูรณ์ของป่ามากแห่งหนึ่งของภาคเหนือ โดยมีทิวทัศน์ที่สวยงามบนยอดดอยเป็นเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับภาระกิจการเดินทางเที่ยวป่าครั้งนี้
หากต้องการสถานที่สำหรับครอบครัว 4 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก ยังเป็นคำตอบที่ดีด้วย สมญานามแห่งการเป็นอุทยานมรดกของกลุ่มประเทศอาเซียน ทำให้ที่นี่แม้เป็นฤดูฝน แต่สภาพ่ก็ชุ่มฉ่ำ ป่าไม้ทุ่งหญ้าเขียวขจีสดสวย น้ำตกทุกแห่งไหลแรงส่งเสียงดังก้องป่า ให้ชีวิตชีวาแก่ผู้ไปเยือน
สถานที่แห่งที่ 5 ขอแนะนำ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งครอบคลุมพื้นที่รอยต่อของสองจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งในหน้าฝนนั้นเส้นทางที่เดินไปยังจุดท่องเที่ยวต่างๆทั้งลานหินปุ่ม ผาชูธง หรือลานหินแตก ปรากฎความเขียวชะอุ่มของมอสสีเขียวสดตัดกับแนวพื้นหิน และทิวป่า 3 ประเภททั้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขาที่ถ่ายทอดความสุนทรีย์ของวอลล์เปเปอร์ธรรมชาติได้ต่างกัน
ใครอยากได้ความเร้าใจกับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จุดหมายที่ 6 โปรแกรม ล่องแก่งลำน้ำเข็ก ที่จังหวัดพิษณุโลก การันตีได้ถึงความมันส์ เพราะความท้าทายในการล่องแก่งช่วงกลางของลำน้ำแห่งนี้ ถือว่ามีระดับความยากสูง ระดับ 5 ของการล่องแก่งอันดับต้น ๆ ของสายน้ำในประเทศไทย
หากยังต้องการเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นจากกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงผจญภัย แหล่งที่ 7 ขอแนะนำลำน้ำที่เชี่ยวกรากอีกที่อย่าง “แก่งหินเพิง” จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งกิจกรรมล่องแก่งจะเริ่มต้นขึ้นในทุกช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี หรือช่วงหน้าน้ำที่จะช่วยเติมเต็มความสนุกสนามจากการล่องแก่งได้มากที่สุด ระยะทางการล่องแก่งที่นี่ยาว 2.5 กิโลเมตรและมีระดับความยากถึงระดับ 5 เช่นกัน
สถานที่แห่งที่ 8 เป็นการผสมผสานระหว่างความท้าทายเหนือสายน้ำ และทิวทัศน์บรรยากาศธรรมชาติที่ถูกสร้างสรรค์อย่างสวยงาม นั่นคือ วังตะไคร้ จังหวัดนครนายก ที่นี่นอกจาก น้ำตกจำลอง สวนไม้ดอกคุณท่าน และสระปทุมแล้ว ในฤดูฝนหลากการล่องแก่งห่วงยาง หรือแก่งแพยาง หรือจะเป็นกิจกรรมที่รอให้หลายๆคนฝ่าฝนออกมาค้นหา
2 สถานที่สุดท้ายในผืนแผ่นดินใกล้ๆกัน ที่จังหวัดตาก นักท่องเที่ยวสามารถ เริ่มต้นท่องเที่ยวจากแห่งที่ 9 เมืองอุ้มผาง ที่มีผืนป่าบริสุทธิ์ ไว้ให้ทอดน่องยลทัศนียภาพและอากาศบริสุทธิ์ของป่า หรือจะเลือกการนั่งช้างมองมุมสูง แวะสัมผัสกระแสน้ำตกสายที่กระเซ็นสดชื่น
สำหรับคนที่ตกลงปลงใจเก็บกระเป๋าย่ำเท้าเที่ยวหน้าในฝนนี้ คงต้องมองหาความปลอดภัยโดยการศึกษาข้อมูลสภาพฟ้าฝนและการเดินทางก่อนนะคะ เพราะบ่อยครั้งน้ำมากเกินไป หรือฝนตกหนักจนดินถล่มก็อาจเป็นอุปสรรคและอันตรายต่อการเดินทางได้
ที่มา:http://www.tlcthai.com/travel/5655
ท่องเที่ยวฤดูร้อน
สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองไทยนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง ไม่ว่าจะในด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ หรือด้านขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ก่อให้เกิดเทศกาลและงานประเพณีที่น่าสนใจตลอดทั้งปี ซึ่งสามารถเลือกไปท่องเที่ยวได้ทุกฤดูกาล มีทั้งที่อยู่ใกล้ สามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว และสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไกลออกไป ต้องใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวเที่ยวหลายวัน ตามตัวอย่างข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละภาคที่สามารถเลือกได้ ดังนี้
ภาคกลางและภาคตะวันออก ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบลุ่มกว้างใหญ่ไพศาล อาณาบริเวณนับแต่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำท่าจีน และลุ่มน้ำบางปะกง พื้นที่แถบนี้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร จึงเปรียบเสมือนอู่ข้าวอูน้ำของประเทศ สถานที่สวนใหญ่ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงนั้น ได้แก่ วัดวาอาราม พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจ และหาดทราย ชายทะเลในบริเวณจังหวัดใกล้เคียง
ภาคใต้ คือดินแดนที่อยู่บริเวณด้ามขวานทองของประเทศ หากถือเอาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นจุดเริ่มแรกของด้ามขวาน เรื่อยไปจนถึงพรมแดนประเทศมาเลเซีย ภูมิประเทศเป็นทิวเขาติดต่อกันเป็นแนวยาวไปตามด้ามขวานหรือคาบสมุทร ภูมิประเทศมีชายทะเลขนาบ ๒ ด้าน คือทะเลอ่าวไทยและทะเลอันดามัน มีลักษณะที่แตกต่างกัน กล่าวคือ ด้านอ่าวไทยเป็นลักษณะของชายฝั่งแบบยกตัวสูงขึ้น จึงมีที่ราบชายฝั่งทะเลค่อนข้างกว้างและไม่เว้าแหว่งมาก มีหาดทรายยาวและน้ำตื้น มีสันทรายเกิดขึ้นตามชายฝั่งโดยทั่วไป ส่วนทางด้านทะเลอันดามันเป็นลักษณะของชายฝั่งแบบยุบต่ำลง ไม่ค่อยมีที่ราบ บางตอนมีทิวเขาตั้งประชิดกับฝั่งทะเล ทำให้เกิดเป็นผาชัน สถานที่ท่องเที่ยวของภาคใต้จึงมีหลากหลายลักษณะให้เลือกไปท่องเที่ยว
ภาคเหนือ มีการสั่งสมศิลปวัฒนธรรมมาช้านาน ทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม ก่อให้เกิดเป็นลักษณะพิเศษของงานเทศกาลประเพณี ประเพณีประจำภูมิภาคซึ่งประกอบไปด้วยทิวเขาสลับกับที่ราบระหว่างหุบเขาใหญ่น้อย ทรัพยากรการท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นจำนวนมาก อากาศเย็นสบายเกือบตลอดปี เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเยือน
ภาคอีสานหรือภาตตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภูมิภาคที่มีลักษณะเฉพาะตัว แตกต่างจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ ทั้งลักษณะด้านกายภาพ วัฒนธรรมประเพณี และสังคม พื้นที่โดยทั่วไปทางภาคอีสานตอนบน มีเทือกเขาใหญ่น้อยรวมทั้งแอ่งน้ำต่าง ๆ มากมายตามเส้นทางของแม่น้ำโขง มีประชากรอพยพย้ายถิ่นฐานจากฝั่งซ้ายมาสู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก จนเกิดเป็นชาวไทยอีสานเผ่าต่าง ๆ ที่มีวัฒนธรรมประเพณีเฉพาะเผ่าของตนเอง ส่วนภาคอีสานตอนล่าง อยู่ในบริเวณพื้นที่แถบเทือกเขาภูพานตอนล่าง มีลักษณะทั่วไปเป็นที่ราบสูง และเป็นแนวหินภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ทรัพยากรการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มีมากคือ สถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีอากาศหนาวในฤดูหนาว และอากาศร้อนในฤดูร้อน
การเดินทางท่องเที่ยวในแต่ละภาคช่วงหน้าร้อน จึงมีให้เลือกเดินทางไปได้ในทุกภูมิภาค สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงนี้ หากต้องการไปท่องเที่ยวพักผ่อนในระยะใกล้ ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางภาคตะวันออก เช่น หาดบางแสน ซึ่งเป็นชายหาดที่มีชื่อเสียงมาช้านานของจังหวัดชลบุรี ประกอบไปด้วยหาดทรายชายทะเล สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล เกาะลอยศรีราชา เกาะสีชัง สวนสัตว์เปิดเขาเขียว เมืองพัทยาและเกาะล้าน ฯลฯ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด หาดแม่พิมพ์ และสวนวังแก้ว จังหวัดระยอง อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง อุทยานแห่งชาติเขาคิชกูฏ หาดคุ้งวิมาน และอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว จังหวัดจันทบุรี แหลมงอบ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เกาะกูด และตลาดชายแดนบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถเดินทางไป-กลับได้ในวันเดียวหรือหลายวัน สำหรับผู้ต้องการท่องเที่ยวและพักผ่อนในช่วงฤดูร้อน
ที่มา:http://www.highlightthailand.com/
วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ข้อปฏิบัติเมื่อออกทะเล
- ตรวจสอบสภาพอากาศและคลื่นลม ในบริเวณที่จะไปดำน้ำ หากคลื่นลมรุนแรงเกินไปก็ไม่ควรดำน้ำในบริเวณดังกล่าว ปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อห้ามของพื้นที่ที่เข้าไปดำน้ำทุกครั้ง
- ในการดำน้ำบริเวณลึก จะต้องเรียนดำน้ำอย่างถูกวิธีและเลือกใช้อุปกรณ์ดำน้ำที่เหมาะสมกับการใช้งาน
- ห้ามดำน้ำขึ้น - ลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้ก๊าซภายในปอดขยายตัวอย่างรวดเร็วและเข้าไปอยู่ ในเลือด โดยเฉพาะช่วงขึ้นจากน้ำ จนทำให้เลือดขึ้นไปอุดตันสมอง จนเกิดภาวะน็อกน้ำทะเล ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้
- กรณีถูกกระแสน้ำซัด อย่าว่ายสวนหรือว่ายทวนน้ำ จะทำให้เหนื่อยง่าย ให้ใช้วิธีลอยตัวไปตามกระแสน้ำ รอจนกว่าจะมีเรือมารับ
- ไม่ควรดำน้ำตามลำพัง ควรมีกลุ่มเพื่อนลงไปดำน้ำด้วย เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ และพยายามเกาะกลุ่มไว้ เพื่อไม่ให้พลัดหลง และควรหยุดดำน้ำทันที หากเริ่มมีกระแสน้ำพัดห่างออกจากฝั่งไปเรื่อยๆ หรือมีฝนตั้งเค้าและเริ่มมีคลื่นลมรุนแรงขึ้น
จะเห็นได้ว่า การท่องเที่ยวทางทะเลมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยทางน้ำได้ในหลากหลาย รูปแบบ ดังนั้น ก่อนเดินทางควรตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ จัดเตรียมอุปกรณ์และสิ่งของที่จำเป็น เลือกสถานที่ในการเล่นน้ำหรือดำน้ำในบริเวณที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญหากนำเด็กไปด้วยต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ไม่ปล่อยให้เด็กเล่นน้ำตามลำพังอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลเป็นการพักผ่อนคลายร้อนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและปลอดภัย
ที่มา : กรมป้องกันสาธารณภัย
ข้อปฏิบัติเมื่อออกทะเล
- ตรวจสอบสภาพอากาศและคลื่นลม ในบริเวณที่จะไปดำน้ำ หากคลื่นลมรุนแรงเกินไปก็ไม่ควรดำน้ำในบริเวณดังกล่าว ปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อห้ามของพื้นที่ที่เข้าไปดำน้ำทุกครั้ง
- ในการดำน้ำบริเวณลึก จะต้องเรียนดำน้ำอย่างถูกวิธีและเลือกใช้อุปกรณ์ดำน้ำที่เหมาะสมกับการใช้งาน
- ห้ามดำน้ำขึ้น - ลงอย่างรวดเร็ว เพราะจะทำให้ก๊าซภายในปอดขยายตัวอย่างรวดเร็วและเข้าไปอยู่ ในเลือด โดยเฉพาะช่วงขึ้นจากน้ำ จนทำให้เลือดขึ้นไปอุดตันสมอง จนเกิดภาวะน็อกน้ำทะเล ซึ่งจะทำให้มีโอกาสเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้
- กรณีถูกกระแสน้ำซัด อย่าว่ายสวนหรือว่ายทวนน้ำ จะทำให้เหนื่อยง่าย ให้ใช้วิธีลอยตัวไปตามกระแสน้ำ รอจนกว่าจะมีเรือมารับ
- ไม่ควรดำน้ำตามลำพัง ควรมีกลุ่มเพื่อนลงไปดำน้ำด้วย เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้มีคนคอยช่วยเหลือ และพยายามเกาะกลุ่มไว้ เพื่อไม่ให้พลัดหลง และควรหยุดดำน้ำทันที หากเริ่มมีกระแสน้ำพัดห่างออกจากฝั่งไปเรื่อยๆ หรือมีฝนตั้งเค้าและเริ่มมีคลื่นลมรุนแรงขึ้น
จะเห็นได้ว่า การท่องเที่ยวทางทะเลมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติภัยทางน้ำได้ในหลากหลาย รูปแบบ ดังนั้น ก่อนเดินทางควรตรวจสอบสภาพอากาศและสภาพพื้นที่ จัดเตรียมอุปกรณ์และสิ่งของที่จำเป็น เลือกสถานที่ในการเล่นน้ำหรือดำน้ำในบริเวณที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญหากนำเด็กไปด้วยต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ไม่ปล่อยให้เด็กเล่นน้ำตามลำพังอย่างเด็ดขาด เพื่อให้การท่องเที่ยวทางทะเลเป็นการพักผ่อนคลายร้อนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานและปลอดภัย
ที่มา : กรมป้องกันสาธารณภัย
ตึกที่สูงที่สุดในโลก World's tallest buildings
Norman Foster's "Gherkin", London - 180 metres (591 ft)
แสงอาทิตย์ที่สะท้อนมาจากตึก "Gherkin" ของ Norman Foster ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเด่นท่ามกลางตึกอื่นๆในมหานครลอนดอน ในภาพเป็นวิวจากฐานของอนุสาวรีย์ ในกรุงลอนดอน
อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นอนุสาวรีย์ที่ตั้งโดดเดี่ยวที่สูงที่สุดในโลก และก่อสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงไฟไหม้ครั้งใหญ่ในลอนดอน อนุสาวรีย์แห่งนี้เปิดให้สาธารณชนเข้าชมอีกครั้งหลังจากที่มีการบูรณะครั้งใหญ่
Clock Tower Office building, New York City - 213.36 m (700.0 ft)
ตึกสำนักงานหอนาฬิกา เลขที่ 5 ถนนเมดิสัน ในกรุงนิวยอร์ก สร้างขึ้นเมื่อปี 1909 เพื่อใช้เป็นสำนักงานของบริษัท Metropolitan Life Insurance Company after Venice's Campanile di San Marco แล้วตึกนี้ก็กลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในขณะนั้น ด้วยความสูง 700 ฟุต จนกระทั่งในปี 1913 เมื่อตึก Woolworth ได้ถูกสร้างขึ้นในนิวยอร์ก
Woolworth Building, New York - 241 metres (792 ft)
รูปพระจันทร์เสี้ยวมองเห็นข้างๆตึกวูลเวิร์ดในกรุงนิวยอร์ก ทางตอนล่างของเกาะแมนฮัตตัน ตึกนี้มี 57 ชั้น และได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกระหว่างปี 1913-1930
Shard London Bridge in London - 310 m (1,017 ft)
The Shard London Bridge มองเห็นได้ในเส้นขอบฟ้าในกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2011 หากตึกนี้สร้างเสร็จในปี 2012 คาดว่าจะเป็นตึกที่สูงที่สุดในสหภาพยุโรป และเป็นตึกสูงอันดับที่ 45 ของโลก
China World Trade Center Tower III in Beijing - 330 m (1,083 ft)
ตึก The China World Trade Center Tower III (กลาง) เป็นตึกที่สูงที่สุดในกรุงปักกิ่ง ประกอบด้วย 81 ชั้น มีลิฟท์โดยสาร 30 ตัว ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน รูปลักษณ์ภานนอกของตึกนี้อยู่บนพื้นฐานเดียวกันกับตึก World Trade Center ที่พังทลายไปแล้ว ในกรุงนิวยอร์ก
Milad telecommunications tower in Tehran - 435 meters (1,427 ft.)
ภาพด้านบนเป็นภาพของตึก Milad telecommunications ในกรุงเตหะราน ที่มีความสูง 435 เมตร (1,427 ฟุต) วัดจากฐานของตึกถึงปลายยอดของเสาส่งสัญญาณ ตึกหลังนี้สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก จากการเปิดเผยของสื่อ
Petronas Twin Towers in Kuala Lumpur, Malaysia - 451.9 m (1,483 ft).
ตึกแฝด Petronas Twin Towers ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ เป็นตึกระฟ้าตั้งอยู่ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ตึกนี้ได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกจนกระทั่งถูกตึก Taipei 101 แย่งตำแหน่งไปครอง แต่ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นตึกแฝดที่สูงที่สุดในโลก ยอดแหลมของตึกนี้ถูกนับรวมเป็นความสูงของตึกด้วย ไม่ใช่แค่เป็นเสารับ-ส่งสัญญาณเท่านั้น
Saudi Kingdom Tower in Jeddah - 1,000 metres (3,300 ft)
Kingdom Tower เป็นตึกระฟ้าที่ได้รับการอนุมัติให้สร้างในกรุงเจดด้า ประเทศซาอุดิ อารเบีย และจะกลายเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจของผู้คนในอาณาจักรแห่งนี้ สำหรับความสูงของตึกนี้มีการกล่าวว่า อย่างน้อยๆก็ต้องสูง 1,000 เมตร (3,300 ฟุต) ขึ้นไป หากสร้างเสร็จ ตึกนี้จะกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกเป็นระยะเวลายาวนานแน่นอนค่ะ
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน หมายถึงการท่องเที่ยว รวมถึงการจัดบริการอื่นๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยต้องดำเนินการภายใต้ขีดความสามารถของธรรมชาติ ชุมชน ขนบธรรมเนียบ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว ต้องตระหนักดีต่อการมีส่วนร่วมของประชากร ชุมชน ขนบธรรมเนียบ ประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่มีต่อขบวนการท่องเที่ยว ต้องยอมรับให้ประชาชนทุกส่วนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยวอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ต้องชี้นำภายใต้ความปรารถนาของประชาชนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ท่องเที่ยวนั้นๆ
การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนมีหลักการดังนี้
1.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรอย่างพอดี ทั้งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นแนวทางการทำธุรกิจในระยะยาว
2.การลดการบริโภคที่มากเกินจำเป็น และการลดของเสีย จะช่วยเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายในระยะยาว และเป็นการเพิ่มคุณภาพของการท่องเที่ยว
3.การรักษาและสิ่งเสริมความหลากหลายของธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม มีความสำคัญต่อการท่องเที่ยวในระยะยาว และช่วยขยายฐานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
4.การประสานการพัฒนาการท่องเที่ยวเข้ากับกรอบแผนกลยุทธ์การพัฒนาแห่งชาติ การพัฒนาท้องถิ่น และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จะช่วยขยายศักยภาพการท่องเที่ยวในระยะยาว
5.การท่องเที่ยวที่รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยพิจารณาด้านราคา และคุณค่าของสิ่งแวดล้อมไว้ ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการประหยัด แต่ยังป้องกันสิ่งแวดล้อมไม่ให้ถูกทำลายอีกด้วย
6.การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของท้องถิ่นในสาขาการท่องเที่ยว ไม่เพียงแต่สร้างผลตอบแทนแก่ประชากรและสิ่งแวดล้อมโดยรวม แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาการจัดการการท่องเที่ยวอีกด้วย
7.การปรึกษาหารือกันอย่างสม่ำเสมอ ระหว่างผู้ประกอบการ ปะชาชนท้องถิ่น องค์กรและสถาบันที่เกี่ยวข้อง มีความจำเป็นในการที่จะร่วมงานไปในทิศทางเดียวกัน รวมทั้งร่วมแก้ปัญหา และลดข้อขัดแย้งในผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน
8.การฝึกอบรมบุคลกร โดยสอดแทรกแนวคิดและวิธีปฏิบัติในการพัฒนาแบบยั่งยืนต่อบุคลากรท้องถิ่นทุกระดับ จะช่วยยกระดับการบริการการท่องเที่ยว
9.การตลาดที่จัดเตรียมข้อมูลอย่างพร้อมมูล จะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจและเคารพในสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมของแหล่งท่องเที่ยว และจะช่วยยกระดับความพอใจของนักท่องเที่ยวด้วย
10.การวิจัยและการติดตามตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต่อการช่วยแก้ปัญหา และเพิ่มผลประโยชน์ต่อแหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยว และนักลงทุน
รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ
1.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
2.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล
3.การท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา
4.การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
5.การท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์
รูปแบบการท่องเที่ยวในแหล่งวัฒนธรรม
1.การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
2.การท่องเที่ยวงานชมวัฒนธรรมและประเพณี
3.การท่องเที่ยวชมวิถีชีวิตในชนบท
รูปแบบการท่องเที่ยวในความสนใจพิเศษ
1.การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
2.การท่องเที่ยวเชิงทัศนศึกษาและวัฒนธรรม
3.การท่องเที่ยวแบบผสมผสาน
ที่มา http://wean-wean-greentourismblogspotcom.blogspot.com/
วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555
เตรียมความพร้อมก่อนการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัย
ซัมเมอร์นี้ เพื่อนๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวไว้ในใจกันบ้างรึยังคะ .... และที่เที่ยวเมืองไทยของหลายๆ คนในช่วงหน้าร้อนนี้ก็คงหนีไม่พ้น “ทะเล” อย่างแน่นอนเลยใช่ไหมละคะ .... ดังนั้น วันนี้เราจึงนำข้อควรปฏิบัติในการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัยมาฝากเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยด้วยค่ะ
1. อย่าเล่นน้ำทะเลคนเดียว .... เพราะทะเลนั้นบางทีก็มีคลื่นสูง และบางจุดก็อาจจะมีความลึก ที่สามารถทำให้เราจมน้ำได้ จึงควรมีเพื่อนไปเล่นด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน จะได้มีช่วยที่คอยช่วยเหลือกัน
2. ดูกระแสลมและคลื่นให้ดีก่อน .... เพราะถ้าหากมีลมแรงและคลื่นที่สูงมากอาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3. หลังรับประทานอาหารอิ่มไม่ควรลงเล่นน้ำเด็ดขาด .... เพราะอาจทำให้รู้สึกจุก หายใจไม่ออก หรืออาจเป็นตะคริวที่ท้องได้ ซึ่งจะทำให้เราจมน้ำได้ในที่สุด
4. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลในจุดที่ลึกและไกลจากฝั่งจนเกินไป .... เพราะหากมีคลื่นสูง หรือเกิดเป็นตะคริวขึ้นมา อาจจะทำให้เราไม่สามารถว่ายน้ำกลับฝั่งได้ทันและจมน้ำในที่สุด
5. ควรสวมใส่เสื้อชูชีพ .... ในกรณีที่ลงเล่นน้ำทะเลในจุดที่มีความลึกพอสมควร หรือขาไม่ถึงพื้น เพราะเสื้อชูชีพจะเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ดีมากเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ จะต้องใช้เสื้อชูชีพที่ได้มาตรฐานและสวมใส่อย่างถูกวิธีด้วย
6. สังเกตสัญลักษณ์บอกระดับความลึกของน้ำทะเล .... ทะเลบางแห่งจะมีการทำสัญลักษณ์เตือนภัยในการลงเล่นน้ำทะเล เช่น ธงแดง หรือ ทุ่นแดง หมายถึง อันตราย เป็นต้น ซึ่งในระดับสายตาเมื่อมองออกไปในทะเลแล้วเราก็จะสามารถเห็นได้ จึงควรทำความเข้าใจก่อนลงเล่นน้ำ
7. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลนานจนเกินไป .... เพราะร่างกายอาจเกิดอาการเพลียและความเมื่อยล้า จนอาจส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้
และนี่ก็คือข้อควรปฏิบัติในการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัย ที่อยากจะฝากเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยไว้ค่ะ เผื่อว่าวันไหนได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวทะเลไทย จะได้ลงเล่นน้ำอย่างปลอดภั
ที่มา: http://www.travel.in.th/review/knowledge
1. อย่าเล่นน้ำทะเลคนเดียว .... เพราะทะเลนั้นบางทีก็มีคลื่นสูง และบางจุดก็อาจจะมีความลึก ที่สามารถทำให้เราจมน้ำได้ จึงควรมีเพื่อนไปเล่นด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน จะได้มีช่วยที่คอยช่วยเหลือกัน
2. ดูกระแสลมและคลื่นให้ดีก่อน .... เพราะถ้าหากมีลมแรงและคลื่นที่สูงมากอาจจะก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้
3. หลังรับประทานอาหารอิ่มไม่ควรลงเล่นน้ำเด็ดขาด .... เพราะอาจทำให้รู้สึกจุก หายใจไม่ออก หรืออาจเป็นตะคริวที่ท้องได้ ซึ่งจะทำให้เราจมน้ำได้ในที่สุด
4. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลในจุดที่ลึกและไกลจากฝั่งจนเกินไป .... เพราะหากมีคลื่นสูง หรือเกิดเป็นตะคริวขึ้นมา อาจจะทำให้เราไม่สามารถว่ายน้ำกลับฝั่งได้ทันและจมน้ำในที่สุด
5. ควรสวมใส่เสื้อชูชีพ .... ในกรณีที่ลงเล่นน้ำทะเลในจุดที่มีความลึกพอสมควร หรือขาไม่ถึงพื้น เพราะเสื้อชูชีพจะเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตได้ดีมากเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ จะต้องใช้เสื้อชูชีพที่ได้มาตรฐานและสวมใส่อย่างถูกวิธีด้วย
6. สังเกตสัญลักษณ์บอกระดับความลึกของน้ำทะเล .... ทะเลบางแห่งจะมีการทำสัญลักษณ์เตือนภัยในการลงเล่นน้ำทะเล เช่น ธงแดง หรือ ทุ่นแดง หมายถึง อันตราย เป็นต้น ซึ่งในระดับสายตาเมื่อมองออกไปในทะเลแล้วเราก็จะสามารถเห็นได้ จึงควรทำความเข้าใจก่อนลงเล่นน้ำ
7. ไม่ควรเล่นน้ำทะเลนานจนเกินไป .... เพราะร่างกายอาจเกิดอาการเพลียและความเมื่อยล้า จนอาจส่งผลให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้
และนี่ก็คือข้อควรปฏิบัติในการเล่นน้ำทะเลให้ปลอดภัย ที่อยากจะฝากเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทยไว้ค่ะ เผื่อว่าวันไหนได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวทะเลไทย จะได้ลงเล่นน้ำอย่างปลอดภั
ที่มา: http://www.travel.in.th/review/knowledge
เตรียมความพร้อมก่อนการดำน้ำ
หน้าร้อนแบบนี้ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมคงจะหนีไม่พ้นทะเลแน่ๆ เลยใช่ไหมละคะ .... และในการเดินทางท่องเที่ยวทะเลแต่ละครั้ง หลายคนก็คงจะมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ทำให้เกิดสีสันและความมันส์มากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “กิจกรรมดำน้ำ”
ในการดำน้ำนั้น เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ดี มิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ..... วิธีการเตรียมความพร้อมก่อนออกทริปดำน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ >>>>
1. ความรู้เบื้องต้นในการดำน้ำ ..... ก่อนอื่นเราจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำน้ำให้ดีก่อน ซึ่งการดำน้ำนั้น มีทั้งแบบ “ดำน้ำลึก” (Scuba Diving) และ “ดำน้ำตื้น” (Snorkeling) โดยแต่ละแบบจะมีวิธีการและการใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เราควรจะต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติก่อนจะออกทริปดำน้ำ
2. การเข้าคอร์สเรียนดำน้ำ ..... นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะออกทริปดำน้ำ โดยเฉพาะการดำน้ำลึก ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้ชำนาญเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณเอง เพราะในคอร์สจะมีการเรียนการสอนทุกอย่างเกี่ยวกับการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอุปกรณ์ การเตรียมร่างกาย การฝึกหายใจ และการทดสอบการดำน้ำเบื้องต้น ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีสถาบันสอนดำน้ำเปิดให้บริการอยู่มากมายเลยละค่ะ แต่จะต้องเลือกดูให้ดีหน่อยนะคะ ว่ามีการรับรองการเปิดสถาบันอย่างถูกต้องรึเปล่า
3. ความพร้อมของร่างกาย ..... ก่อนที่เราจะเรียนหรือออกทริปดำน้ำนั้น ควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอ และควรจะไปตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของเราเสียก่อน ว่าเป็นโรคอะไรที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในขณะดำน้ำ เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับหู โรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ในการดำน้ำนั้น เรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด หากร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่ควรเสี่ยงทำกิจกรรมประเภทนี้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำน้ำลึก เพราะคุณจะต้องแบกอุปกรณ์ดำน้ำที่มีน้ำหนักประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้นลงไปด้วย และที่สำคัญคือ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะไปเร่งการไหลเวียนของโลหิต ทำให้มีการสูบฉีดเร็วกว่าปกติ จนเกิดอาการช็อคได้ และการสูบบุหรี่นั้น จะมีผลกระทบกับปอด ซึ่งส่งผลตรงต่อระบบทางเดินหายใจได้
4. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ..... ในการดำน้ำนั้น อุปกรณ์จะต้องมีอย่างครบเซ็ต ขาดอย่างได้อย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำตื้น หรือดำน้ำลึกก็ตาม ส่วนอุปกรณ์นั้นมีอะไรบ้าง เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลมาให้คุณในบทความต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ
5. ฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ชำนาญ และเรียนรู้เทคนิคการใช้อุปกรณ์ทุกอย่างร่วมกัน ..... ก็เป็นหนึ่งขั้นตอนก่อนการดำน้ำที่ควรจะปฏิบัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลองสวมหน้ากาก การใช้ท่อหายใจ (Snorkel) เป็นต้น เพราะการฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ นี้ จะทำให้คุณได้รู้วิธีการและประโยชน์ของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เป็นอย่างดีด้วย
6. การตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ .... เมื่อมีการเตรียมและฝึกใช้อุปกรณ์แล้ว เราควรจะตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ทุกชิ้นให้พร้อมใช้ด้วยทุกครั้งก่อนการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ชุดที่สวมใส่ ตีนกบ ถังอากาศ สายส่งอากาศ หน้ากากดำน้ำ เป็นต้น เพราะในการดำน้ำทุกครั้ง คุณได้ฝากชีวิตไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย
ทั้ง 6 ข้อนี้ เป็นข้อมูลการเตรียมตัวก่อนดำน้ำ ที่หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทย ที่จะออกทริปไปเที่ยวหน้าร้อนผ่อนคลายกับกิจกรรมทางทะเลด้วยการดำน้ำ
ที่มา: http://www.travel.in.th/th/review/knowledge
ในการดำน้ำนั้น เราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้ดี มิฉะนั้นอาจจะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ..... วิธีการเตรียมความพร้อมก่อนออกทริปดำน้ำนั้นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ >>>>
1. ความรู้เบื้องต้นในการดำน้ำ ..... ก่อนอื่นเราจะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการดำน้ำให้ดีก่อน ซึ่งการดำน้ำนั้น มีทั้งแบบ “ดำน้ำลึก” (Scuba Diving) และ “ดำน้ำตื้น” (Snorkeling) โดยแต่ละแบบจะมีวิธีการและการใช้อุปกรณ์ที่แตกต่างกันมาก ดังนั้น เราควรจะต้องเรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการฝึกปฏิบัติก่อนจะออกทริปดำน้ำ
2. การเข้าคอร์สเรียนดำน้ำ ..... นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะออกทริปดำน้ำ โดยเฉพาะการดำน้ำลึก ซึ่งจะต้องมีการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติให้ชำนาญเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวคุณเอง เพราะในคอร์สจะมีการเรียนการสอนทุกอย่างเกี่ยวกับการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของอุปกรณ์ การเตรียมร่างกาย การฝึกหายใจ และการทดสอบการดำน้ำเบื้องต้น ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันนี้ มีสถาบันสอนดำน้ำเปิดให้บริการอยู่มากมายเลยละค่ะ แต่จะต้องเลือกดูให้ดีหน่อยนะคะ ว่ามีการรับรองการเปิดสถาบันอย่างถูกต้องรึเปล่า
3. ความพร้อมของร่างกาย ..... ก่อนที่เราจะเรียนหรือออกทริปดำน้ำนั้น ควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอ และควรจะไปตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของเราเสียก่อน ว่าเป็นโรคอะไรที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายในขณะดำน้ำ เช่น โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับหู โรคหอบหืด โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นต้น ในการดำน้ำนั้น เรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด หากร่างกายไม่พร้อม ก็ไม่ควรเสี่ยงทำกิจกรรมประเภทนี้อย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำน้ำลึก เพราะคุณจะต้องแบกอุปกรณ์ดำน้ำที่มีน้ำหนักประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม หรือมากกว่านั้นลงไปด้วย และที่สำคัญคือ ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะไปเร่งการไหลเวียนของโลหิต ทำให้มีการสูบฉีดเร็วกว่าปกติ จนเกิดอาการช็อคได้ และการสูบบุหรี่นั้น จะมีผลกระทบกับปอด ซึ่งส่งผลตรงต่อระบบทางเดินหายใจได้
4. เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ..... ในการดำน้ำนั้น อุปกรณ์จะต้องมีอย่างครบเซ็ต ขาดอย่างได้อย่างหนึ่งไปไม่ได้ เพราะอาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำน้ำตื้น หรือดำน้ำลึกก็ตาม ส่วนอุปกรณ์นั้นมีอะไรบ้าง เราจะเก็บรวบรวมข้อมูลมาให้คุณในบทความต่อไปอย่างแน่นอนค่ะ
5. ฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ชำนาญ และเรียนรู้เทคนิคการใช้อุปกรณ์ทุกอย่างร่วมกัน ..... ก็เป็นหนึ่งขั้นตอนก่อนการดำน้ำที่ควรจะปฏิบัติไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลองสวมหน้ากาก การใช้ท่อหายใจ (Snorkel) เป็นต้น เพราะการฝึกใช้อุปกรณ์ต่างๆ นี้ จะทำให้คุณได้รู้วิธีการและประโยชน์ของอุปกรณ์ชิ้นนั้นๆ เป็นอย่างดีด้วย
6. การตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ .... เมื่อมีการเตรียมและฝึกใช้อุปกรณ์แล้ว เราควรจะตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ทุกชิ้นให้พร้อมใช้ด้วยทุกครั้งก่อนการดำน้ำ ไม่ว่าจะเป็น ชุดที่สวมใส่ ตีนกบ ถังอากาศ สายส่งอากาศ หน้ากากดำน้ำ เป็นต้น เพราะในการดำน้ำทุกครั้ง คุณได้ฝากชีวิตไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย
ทั้ง 6 ข้อนี้ เป็นข้อมูลการเตรียมตัวก่อนดำน้ำ ที่หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อเพื่อนๆ ชาวเที่ยวเมืองไทย ที่จะออกทริปไปเที่ยวหน้าร้อนผ่อนคลายกับกิจกรรมทางทะเลด้วยการดำน้ำ
ที่มา: http://www.travel.in.th/th/review/knowledge
การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์/การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
แนวความคิดและคำจำกัดความของการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมในราวคริสต์ศักราชที่ 1980 ที่มีการนำเสนอทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยว (Alternative Tourism) ในรูปแบบการนำเสนอ (label หรือ form ต่าง ๆ ) เช่น Appropriate,Solf,Green,Sustainable และ Ecotourism เป็นต้น ซึ่ง Ecotourism เป็นรูปแบบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
สำหรับประเทศไทย Ecotourism เป็นทางเลือกที่หลายฝ่าย เห็นว่ามีความเหมาะสมในการ พัฒนาเป็นรูปแบบหลักและให้มีการจัดการที่เหมาะสมต่อไป..
การบัญญัติศัพท์ของ Ecotourism เป็นภาษาไทย ได้มีการเสนอและประยุกต์หลายคำ โดยเฉพาะคำว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นิเวศสัญจร นิเวศท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จากการศึกษาแนวความคิด ปรัชญา รุปแบบ และการจัดการที่มีลักษณะเฉพาะของการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้เห็นว่า " การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ "
น่าจะเป็นบัญญัติศัพท์ ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้เพื่อเน้นความชัดเจนของการท่องเที่ยวที่มุ่งรักษาระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด...
" การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ " เป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่มีปรัชญาพื้นฐานที่มุ่งสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะครอบคลุมจัดการการท่องเที่ยวที่กว้างขวางกว่าและไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะให้มีการศึกษาหรือเรียนรู้หรือการมุ่งเน้นให้เกิดการอนุรักษ์ เพียงแต่ให้มีการจัดการที่ลด หรือปราศจากผลกระทบ และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน แต่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ได้มีเฉพาะ หรืออาจไม่เป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ก็ได้ ....
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ยั่งยืน (Sustainable Ecotourism) จึงเป็นการจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ให้คงรายได้ทางการเงินและการจ้างงานสูงสุดไว้... รวมทั้งมีการผดุงไว้ซึ่งองค์ประกอบทางสังคม และวัฒนธรรมของประชากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม กับธุรกิจท่องเที่ยว...
ความหมาย
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) คือการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ขอบเขตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน (มิติ) ที่ประกอบด้วย การพิจารณาด้านพื้นที่ท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้องและรูปแบบการจัดการ กล่าวคือ
1. องค์ประกอบด้านพื้นที่
เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องเป็นธรรมชาติเป็นหลัก มีแหล่งท่อเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งนี้รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ
2. องค์ประกอบด้านการจัดการ
เป็นการท่องเที่ยว ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Travel) ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (no or low impact) มีการจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันและกำจัดมลพิษและ ควบคุมการพัฒนาการท่อเที่ยวอย่างมีขอบเขต
3. องค์ประกอบด้านกิจกรรมและกระบวนการ
เป็นการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ ( learning process) โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความประทับใจ เพื่อสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อนักท่อเที่ยว ประชาชนท้องถิ่น
4. องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม
เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตและการได้รับผลตอบแทน เพื่อกลับมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วย
ข้อกำหนดที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของลักษณะพื้นฐานที่เป็นหลักการทั้ง 4ด้าน หากการท่อเที่ยวใดมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของลักษณะดังกล่าวแล้วจัดเป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สมบูรณ์ หากขาดหรือปราศจากข้อใดข้อหนึ่ง ความสมบูรณ์จะลดน้อยลงจนอาจเป็นการจัดการที่ส่งเสริมให้เป็นการท่อเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ...
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ecotourism
1.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบปกติ หรือแบบประเพณีนิยมซึ่งเน้นความพอใจของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และเน้นการส่งเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
2.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการท่องเที่ยวแบบคณะใหญ่ (Mass Tourism) เพราะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนาดของการท่องเที่ยว แต่จำกัดที่รูปแบบกิจกรรมและขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกันหรือมากกว่านักท่องเที่ยวคณะใหญ่ หากปราศจากการจัดการที่ดี การจัดการกับการท่องเที่ยวคณะใหญ่ในทิศทางและภายใต้รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ อาจจัดเป็น Mass Ecotourism
3.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่จำเป็นต้องเป็นการจัดการที่ง่าย ๆ ราคาถูก มีรูปแบบการท่องเที่ยวน้อย เพียงแต่มีการจัดการที่ดี มีการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประสานการเข้าใจกับนักท่อเที่ยวและให้ประโยชน์ที่เหมาะสมตามความคาดหวังของนักท่อเที่ยวแล้ว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาจตอบสนองนักท่อเที่ยวได้ทุกกลุ่ม ทุกระดับ และมีรายได้สูงได้เช่นกัน..
4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงให้ความสำคัญในการศึกษาและสร้างจิตสำนึก มากกว่าให้ความพึงพอใจอย่างไม่มีขอบเขตของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเป็นการท่องเที่ยวที่ต้องการประสานความเข้าใจกันอย่างเหมาะสมตลอดจนกระบวนการทำงาน
ที่มา: http://www.pandacamp.net/index.php?mo=3&art=101130
แนวความคิดและคำจำกัดความของการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การเปลี่ยนแปลงทิศทางของการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมในราวคริสต์ศักราชที่ 1980 ที่มีการนำเสนอทางเลือกใหม่ของการท่องเที่ยว (Alternative Tourism) ในรูปแบบการนำเสนอ (label หรือ form ต่าง ๆ ) เช่น Appropriate,Solf,Green,Sustainable และ Ecotourism เป็นต้น ซึ่ง Ecotourism เป็นรูปแบบที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
สำหรับประเทศไทย Ecotourism เป็นทางเลือกที่หลายฝ่าย เห็นว่ามีความเหมาะสมในการ พัฒนาเป็นรูปแบบหลักและให้มีการจัดการที่เหมาะสมต่อไป..
การบัญญัติศัพท์ของ Ecotourism เป็นภาษาไทย ได้มีการเสนอและประยุกต์หลายคำ โดยเฉพาะคำว่า การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ นิเวศสัญจร นิเวศท่องเที่ยว การท่องเที่ยวเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวเพื่อรักษาระบบนิเวศ เป็นต้น ซึ่งการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เป็นศัพท์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จากการศึกษาแนวความคิด ปรัชญา รุปแบบ และการจัดการที่มีลักษณะเฉพาะของการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้เห็นว่า " การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ "
น่าจะเป็นบัญญัติศัพท์ ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้เพื่อเน้นความชัดเจนของการท่องเที่ยวที่มุ่งรักษาระบบนิเวศอย่างใกล้ชิด...
" การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ " เป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่มีปรัชญาพื้นฐานที่มุ่งสู่หรือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน จะครอบคลุมจัดการการท่องเที่ยวที่กว้างขวางกว่าและไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ในการที่จะให้มีการศึกษาหรือเรียนรู้หรือการมุ่งเน้นให้เกิดการอนุรักษ์ เพียงแต่ให้มีการจัดการที่ลด หรือปราศจากผลกระทบ และนักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจเป็นสำคัญ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน แต่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ได้มีเฉพาะ หรืออาจไม่เป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ก็ได้ ....
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ยั่งยืน (Sustainable Ecotourism) จึงเป็นการจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่ให้คงรายได้ทางการเงินและการจ้างงานสูงสุดไว้... รวมทั้งมีการผดุงไว้ซึ่งองค์ประกอบทางสังคม และวัฒนธรรมของประชากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม กับธุรกิจท่องเที่ยว...
ความหมาย
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism) คือการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกแห่งการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน
ขอบเขตของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน (มิติ) ที่ประกอบด้วย การพิจารณาด้านพื้นที่ท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว ผู้เกี่ยวข้องและรูปแบบการจัดการ กล่าวคือ
1. องค์ประกอบด้านพื้นที่
เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องเป็นธรรมชาติเป็นหลัก มีแหล่งท่อเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ทั้งนี้รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ
2. องค์ประกอบด้านการจัดการ
เป็นการท่องเที่ยว ที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Travel) ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (no or low impact) มีการจัดการที่ยั่งยืนครอบคลุมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร การจัดการสิ่งแวดล้อม การป้องกันและกำจัดมลพิษและ ควบคุมการพัฒนาการท่อเที่ยวอย่างมีขอบเขต
3. องค์ประกอบด้านกิจกรรมและกระบวนการ
เป็นการท่องเที่ยวที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ ( learning process) โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศของแหล่งท่องเที่ยว เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ความประทับใจ เพื่อสร้างความตระหนักและปลุกจิตสำนึกที่ถูกต้องต่อนักท่อเที่ยว ประชาชนท้องถิ่น
4. องค์ประกอบด้านการมีส่วนร่วม
เป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชน ท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมตลอดกระบวนการ เพื่อก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อท้องถิ่น ยกระดับคุณภาพชีวิตและการได้รับผลตอบแทน เพื่อกลับมาบำรุงรักษาและจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วย
ข้อกำหนดที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของลักษณะพื้นฐานที่เป็นหลักการทั้ง 4ด้าน หากการท่อเที่ยวใดมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของลักษณะดังกล่าวแล้วจัดเป็น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่สมบูรณ์ หากขาดหรือปราศจากข้อใดข้อหนึ่ง ความสมบูรณ์จะลดน้อยลงจนอาจเป็นการจัดการที่ส่งเสริมให้เป็นการท่อเที่ยวในรูปแบบอื่น ๆ...
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ecotourism
1.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวแบบปกติ หรือแบบประเพณีนิยมซึ่งเน้นความพอใจของนักท่องเที่ยวเป็นหลัก และเน้นการส่งเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ
2.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่ใช่สิ่งที่ตรงกันข้ามกับการท่องเที่ยวแบบคณะใหญ่ (Mass Tourism) เพราะการท่องเที่ยวเชิงนิเวศไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนาดของการท่องเที่ยว แต่จำกัดที่รูปแบบกิจกรรมและขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ นักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก ๆ สามารถทำลายสิ่งแวดล้อมได้เช่นเดียวกันหรือมากกว่านักท่องเที่ยวคณะใหญ่ หากปราศจากการจัดการที่ดี การจัดการกับการท่องเที่ยวคณะใหญ่ในทิศทางและภายใต้รูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ อาจจัดเป็น Mass Ecotourism
3.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่จำเป็นต้องเป็นการจัดการที่ง่าย ๆ ราคาถูก มีรูปแบบการท่องเที่ยวน้อย เพียงแต่มีการจัดการที่ดี มีการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประสานการเข้าใจกับนักท่อเที่ยวและให้ประโยชน์ที่เหมาะสมตามความคาดหวังของนักท่อเที่ยวแล้ว การท่องเที่ยวเชิงนิเวศอาจตอบสนองนักท่อเที่ยวได้ทุกกลุ่ม ทุกระดับ และมีรายได้สูงได้เช่นกัน..
4.การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จึงให้ความสำคัญในการศึกษาและสร้างจิตสำนึก มากกว่าให้ความพึงพอใจอย่างไม่มีขอบเขตของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงเป็นการท่องเที่ยวที่ต้องการประสานความเข้าใจกันอย่างเหมาะสมตลอดจนกระบวนการทำงาน
ที่มา: http://www.pandacamp.net/index.php?mo=3&art=101130
หัวใจสีเขียว (Green Heart)
"เที่ยวด้วยใจคิด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม"
ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีทัศนคติ ความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ และตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม และภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อนที่มีต่อการท่องเที่ยว พร้อมมีการปฏิบัติเพื่อป้องกันรักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยความรู้ ความเข้าใจ และวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม
ถ้าหากจะยกคำสอนในพระพุทธศาสนามาใช้อ้างอิงในข้อนี้ ก็คิดว่าชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะเคยได้ยินว่าการจะทำอะไรให้สำเร็จนั้น “ย่อมต้องมีใจมุ่งมั่น หรือมีใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน” เช่นเดียวกับกรณีนี้ หากใครที่มีหัวใจสีเขียว คือคนที่ใส่ใจในเรื่องของสิ่งแวดล้อม บุคคลผู้นั้นก็ย่อมคำนึงถึงผลกระทบของสิ่งที่ตนกระทำอยู่เสมอ และเขาก็จะหาหนทางในการลดผลกระทบ ทำทุกวิถีทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์มาบังคับกะเกณฑ์
ทว่า เราจะทำอย่างไรให้คนมีใจสีเขียวได้อย่างไร คงต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัย
ความรู้
ความเข้าใจ
เห็นความสำคัญ
ความรู้ในที่นี้ก็คือ การเปิดรับข้อมูลข่าวสาร การติดตามปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในมุมต่างๆของโลก จะทำให้เราได้ทราบว่าสภาวะของโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง สถานการณ์ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์และสัตว์หลากหลายสายพันธุ์อย่างที่เราเองก็คาดไม่ถึง ไม่ว่าสถานการณ์ของการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่เร็วขึ้นส่งผลต่อการอยู่รอดของหมีขั้วโลก ผลกระทบที่ตามาเป็นลูกโซ่คือการคาดการณ์ว่าโลกอาจต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมโลก ส่งผลไปถึงแหล่งอาหารของมนุษย์ สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นที่เคยไหลเวียนไปทั่วทุกทวีปของโลก การเปิดใจรับรู้สภาพความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมนำมาซึ่งการตระหนักในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ที่ต้องอาศัยอยู่บนโลก และในฐานะของผู้ก่อผลกระทบแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม
แน่นอนว่าข้อมูลข่าวสารที่เปิดรับมากขึ้น ย่อมสร้างความเข้าใจ และทำให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องของสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่เกิดขึ้นในธรรมชาติไม่ว่าในมุมใดของโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นห่วงโซ่มาถึงเราเข้าสักวัน เมื่อรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น สองสิ่งนี้จะทำให้เราเห็นถึงความสำคัญว่าเหตุใดเราจึงต้องลงมือทำ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยการลดการใช้ทรัพย์ยาการธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพื่อไม่สร้างมลภาวะต่อโลกให้มากขึ้น กระทั่งพยายามหาวิธีใช้และรักษา น้ำ ดิน อากาศ ป่าไม้ ฯลฯ อย่างรู้คุณค่า
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเองนั้นได้จำแนกการสร้างหัวใจสีเขียวสำหรับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยจัดทำเป็นแนวทางการปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดผลอย่างแท้จริงคือ
การสร้าง หัวใจสีเขียว ในฐานะของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มี 3 แนวทางคือ
แนวปฏิบัติที่ 1 สร้างการรับรู้ และความตระหนักถึงผลกระทบของการท่องเที่ยวต่อทรัพยากรท่องเที่ยวทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
แนวปฏิบัติที่ 2 สร้างการรับรู้ และความตระหนักเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก หรือภาวะโลกร้อนที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และผลกระทบของการท่องเที่ยว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกชนิดต่างๆ
แนวปฏิบัติที่ 3 ผู้ที่เกี่ยวข้องในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติแสดงออกถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งการปรับตัวเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยทั้งสามแนวทางสามารถเนินการได้ทั้งการจัดทำสื่อต่างๆเพื่อเผยแพร่ การจัดการปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมกับเป้าหมาย การสัมมนาสร้างความเข้าใจร่วมกันของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ที่มา: http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=26391.msg75035#msg75035
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555
ท่องเที่ยวแบบ"โฮมสเตย์"
เสน่ห์ของวิถีชีวิตความเป็นไทย คือความเรียบง่าย แต่มีรายละเอียดแฝงเร้นอันน่าค้นหา และมีกลิ่นไอที่แสดงเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันงดงาม อีกทั้งยังมีเรื่องราวด้านประวัติศาสตร์ ซึ่ง สิ่งเหล่านี้คือแรงจูงใจที่ล้ำค่า สำหรับการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลของนักท่องเที่ยวจากซีกโลกหนึ่งสู่อีกซีกโลกหนึ่ง เพื่อค้นหาความต่างที่สร้างความทรงจำอันไม่รู้ลืม และเป็นของฝากที่ไม่มีวันหมดไปจากใจ
" โฮมสเตย๎" เป็นการท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปี ก่อนที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะออกมาประกาศให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ และด้วยความแตกต่างที่สร้างคุณค่านี้ เป็นที่นิยมอย่างมากจากกลุ่มนักท่อง เที่ยวจากยุโรป และญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวจะมีโอกาสสำผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นที่แตกต่างกันออกไป โดยไม่จำเป็นว่าสถานที่นั้นจะมีจุดดึงดูดความสนใจด้านอื่นๆจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตามหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ที่ไม่มีจุดเด่นด้านกายภาพ กลับเป็นจุดที่น่าสนใจของทั้งจากนักเที่ยวชาวไทยและเทศได้ไม่ยาก
ปัจจุบันการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์มีหลายรูปแบบ ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ แบบดั้งเดิม จะเป็นรูปแบบการเข้ามาพักอยู่ในชายคาบ้านของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชน ที่มีเอกลักษณ์อันน่าสนใจ และนักท่องเที่ยวจะใช้ชีวิตในแบบเดียวกับชาวบ้านแทบทุกอย่างส่วนโฮมเสตย์แบบประยุกต์ เป็นการปรับปรุงพื้นที่ในวิถีชีวิตเดิม ให้มีความสะดวกสบายขึ้นอีกระดับ โดยไม่ทิ้งความเรียบง่ายและเอกลักษณ์ไทยอันเป็นหัวใจของการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้และรูปแบบของธุรกิจโฮมสเตย์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนขณะนี้คือ "บ้านกองทราย" โฮมสเตย์แบบประยุกต์ระดับพรีเมี่ยมที่แฝงตัวอยู่ในบ้านหนองผึ้ง อำเภอสารภี กลางเมืองเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นจากอาณาจักรเล็กๆสำหรับการอยู่อาศัยในเรือนไทย 4 หลัง ที่ตั้งอยู่ในสวนสวยบนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ที่นี่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพื่อพักผ่อนในรูปแบบง่ายๆแต่คงไว้ซึ่งความ สะดวกสบายในระดับหนึ่งเจ้าของบ้านเล่าให้ฟังว่า บ้านคลองทราย ได้รับการปรับเปลี่ยนจากที่อยู่ อาศัย มาเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันระหว่างเจ้าบ้าน และนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศมานานกว่า 10 ปีแล้ว รูปแบบความเป็นอยู่รวมทั้งการตกแต่งจึงบ่งบอกถึงความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์กว่า 30 ปี ทั้งเฟอร์นิเจอร์โบราณ และเครื่องใช้ไม้สอยในอดีต ที่ช่วยสร้างบรรยากาศของการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างแท้จริง
หลายคนที่ผ่านไปมาในย่านนี้คงจะสังเกตเห็นเรือนไทยไม้ยกสูง ในสวนครึ้ม อบอวลไปด้วยกลิ่นของดอกลั่นทมและว่านวาสนา และคงจะพาให้ใจหวิวๆกับความเงียบสงบนี้ และนั่นคือที่มาอันทำให้กองถ่ายละครเรื่องหนึ่ง ได้เข้ามาใช้สถานที่ในบ้านกองทรายเป็นสถานที่ถ่ายทำละคร จนใครๆพากันเรียกบ้านหลังนี้ว่า "บ้านคุณยายวรนาถ" ไปโดยปริยาย ซึ่งไม่เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น ที่หลงไหลความเป็นอยู่ตามวิถีธรรมชาติเช่นนี้ เพราะกว่า 30% ของแขกที่มาพักที่นี่ก็เป็นคนไทย ที่นิยมการพักผ่อนในบรรยากาศเรียบง่ายเช่นนี้
กิจกรรมหลักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังที่นี่ คือการใช้ชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย มีกิจกรรมต่างให้เลือกทำในแต่ละวัน เช่นการเรียนทำอาหารไทย, นวดแผนโบราณ, การ ขี่จักรยานชมหมู่บ้าน หรือจะเลือกจะพักผ่อนไปกับการอ่านหนังสือในมุมสงบๆใต้ถุนเรือนก็ได้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ที่นี่ถึง 2-3 วัน
นอกจากนั้นยังนิยมเดินทางมาเดี่ยวและมาเป็นคู่มากกว่าการมาเป็นหมู่คณะ เพราะคนยิ่งน้อย ยิ่งได้รู้สึกถึงการพักผ่อนที่แตกต่างอย่างแท้จริง ซึ่งชาวต่างชาติที่เคยเข้ามาเยี่ยมเยียนบ้านกองทราย ส่วนใหญ่จะมาจากการบอกต่อๆกันไป และมักจะกลับมาเยี่ยมเยียนกันอีกเมื่อมีโอกาสเข้ามาเมืองไทย
สำหรับโฮมสเตย์แบบดั้งเดิม ในรูปแบบที่นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้ชีวิตแบบชาวบ้านเกือบทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่ตื่นเช้ามาในวันใหม่จนเอนกายนอนหลับไปพร้อมดวงตะวัน นับเป็นรูปแบบที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเช่นกัน แต่ต้องอาศัยชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวพอที่จะใช้เป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมได้
โฮมสเตย์แบบนี้ มักจะแฝงตัวอยู่ตามชุมชนในแถบห่างไกลความเจริญเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในแถบจังหวัดทางภาคเหนือ เช่นเชียงราย และ แม่ฮ่องสอน มีหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาให้มีการท่องเที่ยวแบบโฮมเสตย์อยู่หลายที่ เช่นเดียวกับหมู่บ้านชาวประมงชายทะเลที่ได้รับการปรับปรุงให้มีการท่องเที่ยวรูปแบบนี้เข้ามาเสริมรายได้ นอกเหนือจากการออกเรือหาปลาเพียงอย่างเดียว
หมู่บ้านบางเบ้า บนเกาะช้าง จ.ตราด คือ หนึ่งในพื้นที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของททท. เพราะต้องการอนุรักษ์วิถีชีวิตเดิมของคนเกาะช้าง และต้องการให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกที่มากกว่ารีสอร์ทและโรงแรมที่ปัจจุบันมีให้เห็นอยู่ทั่วเกาะช้าง กว่า 400 ชีวิตในหมู่บ้านบางเบ้า มีอาชีพทำการประมงและสวนผลไม้ และเมื่อมีการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ จึงมีชาวบ้านหลายรายได้ปรับพื้นที่ให้มีสัดส่วนในการรองรับนักท่องเที่ยวได้ ผู้นำหมู่บ้านมีการประสานงานกับภาครัฐเพื่อเปิดฝึกอบรมการใช้ภาษาอังกกฤษ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับการสื่อสารและในปี 2545 ที่ผ่านมาได้เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักร่วมกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 40% และส่งผลให้ราคาที่ดินในหมู่บ้านบางเบ้าขยับตัวสูงขึ้นจากไร่ละ 1 ล้านบาท เป็นไร่ละ 2 ล้านบาท จึงเป็นข้อการันตีได้ว่าการท่องเที่ยวที่ใส่ใจต่อธรรมชาติและความเป็นอยู่ดั้งเดิมนี้ มีแนวทางที่สดใสและเป็นเสมือนคำบอกเล่าเรื่องราวของความเป็นไทยได้อย่างดี
จุดเด่นของหมู่บ้านบางเบ้า คือสะพานคอนกรีตที่ทอดตัวยาวลงสู่ท้องทะเล ถูกขนาบด้วยพื้นที่อาศัยของชาวบ้านในหมู่บ้านบางเบ้า ชุมชนเล็กๆในด้านหนึ่งบนเกาะช้าง
เป็นมุมสงบที่นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเข้ามาพักผ่อนได้อีกรูปแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับเรือนไทยหลังน้อยในร่มครึ้มภายในรั้วใหญ่ที่ซ่อนตัวอย่างสงบอยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย ทางเลือกที่แตกต่างนี้ เป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะช่วยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวได้รู้จักเมืองไทยในมุมมองที่เรียบง่ายและ งดงามมากกว่าเดิม
ความรู้ก่อนออกเดินทางท่องเที่ยว
รูปแบบการท่องเที่ยว
1. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Ecotourism ) เป็นการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่อง กับระบบนิเวศ โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่นเพื่อมุ้งเน้น ให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน..
2. การท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเล (MARINE Ecotourism ) คือ การท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบในแหล่งธรรมชาติทางทะลเที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศทางทะเล โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้องภายใต้การจัดการสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมของท้องถิ่น เพื่อให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษา ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน กิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล อาทิ เดินป่าชมธรรมชาติ ป่าบนเกาะ ป่าชายหาด ป่าชายเลน การดำน้ำดูปะการัง
3. การท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาหรือศิลาสัญจร(LITHO TRAVEL ) หมายถึงการท่องเที่ยวในแหล่งธรรมชาติที่เป็นหินผา ลานหินทราย อุโมงโพรง ถ้ำน้ำรอด ถ้ำหินงอกหินย้อย เพื่อดูความงามภูมิทัศน์ที่มีความแปลกของ การเปลี่ยนแปลงพื้นที่โลก ศึกษาธรรมชาติของหิน ประเภทต่างๆและซากบรรพชีวินหรือฟอสซิล ได้ความรู้ มีประสบการณ์ใหม่ บนพื้นฐานการท่องเที่ยว อย่างรับผิดชอบ มีจิตสำนึกต่อการรักษาสภาพแวดล้อม โดยประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมต่อการจัดการท่องเที่ยว
4. การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ( Agotourirm ) หมายถึง การเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่เกษตร สวนเกษตร วนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์และเลี้ยงสัตว์ เพื่อชื่นชมความงามความสำเร็จและเพลิดเพลินในสวนเกษตร ได้ความรู้ มีประการณ์ใหม่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกการรักษาสภาพแวดล้อมของ สถานที่แห่งนั้น
หลักเกณฑ์การกำหนดแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
1. เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์
2. มีความพร้อมในการบริหารจัดการ มีศูนย์ศึกษาธรรมชาติ ภายในศูนย์มีอำนวยการความสะดวกเบื้องต้น มีเคาน์เตอร์บริการ ข่าวสาร มุมนิทรรศการ ห้องสุขา มุมจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มการบริหารจัดการในลักษณะเป็นเจ้าของบ้านที่ดี มีความ ปลอดภัยต่อการเดินทาง
3. มีการจัดการเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ทั้งเส้นทางไปกลับทางเดิม เส้นทางเป็นแบบบวงรอบหรือวงกลม ระยะตั้งแต่ 1 กิโลเมตร ขึ้นไป
4. มีป้ายสื่อความหมายบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติเป็นระยะๆ เพื่อให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยว
5. มีแผนที่และคู่มือนำเที่ยวประกอบป้ายสื่อความหมาย เพื่อให้ความรู้ต่อนักท่องเที่ยว
6. มีการกำหนดความสามารถในการรับรองพื้นที่ จำนวนนักท่องเที่ยวต่อครั้งต่อวัน
เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการจัดการท่องเที่ยวทั้ง 4 รูปแบบ หวังว่าคงจะถูกใจชาวท่องเที่ยวอย่างเราๆ บ้างไม่มากก็น้อย
ท่องเที่ยวป่าเขา
1.สถานที่
ต้องหาข้อมูลของสถานที่นั้นให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อจะได้จัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เพราะแต่ละสถานที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่แตกต่างกัน
2.การแต่งกาย
ควรเป็นชุดที่ใส่สบาย คล่องตัว และใช้โทนสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติ เช่น สีเขียวหรือสีน้ำตาล หมวกนับว่ามีประโยชน์มากในการเดินป่า หมวกที่เลือกใช้จะเป็นหมวกปีก หรือหมวกแก็ปก็ได้ เสื้อและกางเกง ควรใส่เสื้อแขนยาว เพื่อป้องกันแมลง หนาม และแสงแดด เนื้อผ้าควรเป็นชนิดที่ซับน้ำได้ดี เพื่อจะได้ดูดซับเหงื่อช่วยระบายความร้อน กางเกงควรเป็นกางเกงที่สวมสบาย เสื้อผ้าควรแบ่งออกเป็น 2 ชุด คือ ชุดเดินป่า 1 ชุด และชุดนอน 1 ชุด นอกจากนั้นควรมีเสื้อแจ็กเก็ตอีก 1 ตัว และถุงเท้า เพราะในเวลากลางคืนในป่าจะมีอากาศเย็น รองเท้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และควรเป็นรองเท้าเดินป่า หุ้มส้นที่แข็งแรงและสวมใส่พอดี
3.อุปกรณ์เดินป่า
เป้หลัง ควรเลือกชนิดที่เบา มีขนาดกะทัดรัดคล่องตัว เต็นท์ ถุงนอน เปลสนาม ไฟฉาย เสื้อกันฝน มีดพก กระติกน้ำ หม้อสนาม ชุดยาสามัญ เชือก สมุดบันทึก ถุงพลาสติก ฯลฯ เตรียมให้พร้อมสำหรับการเดินป่า
4.การเดินป่า
ก่อนออกเดินป่าควรสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม ดื่มน้ำให้อิ่มและเติมกระติกน้ำให้เต็ม ศึกษาจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางตลอดจนเส้นทางในการเดินป่าให้เข้าใจ เพื่อความปลอดในระหว่างเดินทาง
การเดินป่ามีหลักดังนี้
o เดินอย่างออมกำลังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องเร่งรีบมากนัก
o ฝึกสายตาให้คุ้นเคยกับสภาพป่า
o ระหว่างที่เดินไม่ควรส่งเสียงดังจนเกินไป
o พยายามเดินตามทางเดินเท้า
o พยายามปกปิดทุกส่วนของร่างกายให้มิดชิด
o เดินแถวเรียงเดี่ยว ควรทิ้งระยะห่างกันพอสมควร แต่ต้องอยู่ในสายตาของกลุ่มตลอด
o เดินทางด้วยความเร็วสม่ำเสมอ และพักทุกๆ ชั่วโมง ครั้งละประมาณ 5-10 นาที
o ไม่ควรแยกไปเดินคนเดียวไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ต้องมีเพื่อนไปด้วยทุกครั้ง
ที่มา: : http://www.teawthai.com/tipsdetails.asp?id=3
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









